หอดูดาวบัณฑิต หลังคาสไลด์ 

 


คุณวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต

   เยี่ยมชมหอดูดาวบัณฑิต 
    เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2544 ทางทีมงานดาราศาสตร์ดอทคอม ได้มีโอกาสไปเยี่ยม หอดูดาวของคุณวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต กรรมการท่านหนึ่งของสมาคมดาราศาสตร์ไทย เนื่องในโอกาสที่ท่านได้ปรับปรุงหอขึ้นใหม่ เป็นหอดูดาวแบบหลังคาสไลด์สูง 4 ชั้น  และหวังว่าจะได้ดูดาวด้วยก็ได้กินแห้วตามปกติ  แต่เราก็ได้พูดคุยกันนานหลายชั่วโมง ได้ความรู้ต่างๆที่น่าสนใจมากมาย พอสรุปได้ดังนี้ 
ทีมงาน:ขอทราบเหตุผลในการปรับปรุงหอดูดาวใหม่ครั้งนี้ด้วยครับ    
คุณวรวิทย์: หอเดิมนั้นสูงเพียง 2 ชั้น แล้วข้างบ้านเค้าสร้างตึกขึ้นมาสูงกว่า แล้วเปิดไฟกวนไปหมดทำให้บังทัศนีย์ภาพบางจุดไป ผมคิดอยู่นานครับว่าจะทำอย่างไร ก็เลยตัดสินใจสร้างใหม่ให้สูงกว่า เดิมตั้งงบไว้เพียงสามแสน ทำไปทำมาหมดไปล้านสอง แต่ก็ได้ตัวบ้านอีก 3 ชั้นไว้อยู่อาศัยด้วย ชั้นบนก็ทำเป็นหอดูดาวและ ห้องรับแขกไปด้วยในตัว     
ทีมงาน: มีข้อสงสัยว่า ทำไมไม่ทำหอใหม่ให้เป็นรูปโคมเหมือนหออื่นๆครับ   
คุณวรวิทย์: ผมเองก็คิดแบบอยู่นานหลายเดือนว่าจะทำหอแบบไหนให้เหมาะกับสภาพ อากาศบ้านเรา  หอรูปโดมนั้นเหมาะกับประเทศที่มีหิมะ ทำให้หิมะไม่ค้างอยู่บน หลังคา และหลังคาโดมนั้นที่ดีต้องมีขนาดใหญ่ๆคือ 10 x 10 เมตร จึงจะเหมาะ เพราะช่องเปิดจะได้ใหญ่พอ เวลาที่จะใช้กล้องตามดาวเป็นเวลานานๆ มิฉะนั้นต้องหมุนโดมตามไปด้วย ซึ่งทำให้ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูงเกินไป  หอนี้กว้าง 4x8 เมตร การเปิดหลังคาด้วยการสไลด์จึงดูเหมาะสมที่สุด โดยการใช้มอเตอร์เป็นตัว ควบคุมการสไลด์ของหลังคา โดยใช้เวลาเปิดสุดนานเพียง 50 วินาที ก็จะได้ช่องพื้นที่ในการดูดาวขนาด 4 x 4 เมตร 
ทีมงาน: แล้วการออกแบบตัวหอ มีอะไรพิเศษหรือเปล่า เพราะเห็นพื้นกับ ฐานกล้องแยกจากกัน  
คุณวรวิทย์: การทำหอดูดาวครั้งนี้ก็ได้ คุณพรรทิพย์ อานัญจวณิชย์ เป็นสถาปนิค ดูแลการออกแบบฐาน และตัวหลังคา ซึ่งหลังคาส่วนสไลด์นั้นทำจากอลูมิเนียมซิงค์ ไม่เป็นสนิมน้ำหนักเบา ด้านล่างก็บุด้วยใยกันความร้อน เฉพาะตัวหลังคาสไลด์ก็หมดไปสองหมื่นกว่าบาทแล้ว ยังไม่รวมตัวมอเตอร์และโครงเหล็กนะครับ เมื่อเวลาที่หอปิดตอนกลางวันอุณหภูมิ ภายในห้องสูงสุดเพียง 37 องศา ผมวัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา วันที่ร้อนที่สุดของประเทศไทย   การคิดจะทำหอดูดาวต้องคำนึงถึงอุณหภูมิในห้องด้วย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศ เมืองร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร ฝรั่งเค้าทำหอคำนึงถึงหิมะ แต่จากประสพการณ์ของผมเราต้องคำนึงเรื่องความร้อนภายในห้องและการกันฝนได้ดีด้วย เพราะจะมีผลเสียกับตัวกล้องของเราแน่นอน  
    สังเกตนะครับว่า ตัวแทนที่ตั้งกล้องผมจะแยกต่างหากไม่สัมผัสพื้นห้องเลย โดยวางอยู่บนคานคอนกรีต ที่ต่อมาจากคานของตัวตึกอีกที พื้นไม้ที่ยกระดับมา ก็ไม่ติดกับแท่นกล้อง เพื่อป้องกันไม่ให้กล้องสั่นตอนถ่ายภาพ และเวลาที่เราเดินไปเดินมา    
ทีมงาน: นี่ก็เป็นการปรับปรุงหอครั้งที่ 4 แล้ว ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น E.V.T.4  หรือเปล่า  
คุณวรวิทย์: ชื่อ EVT นั้นเป็นรหัสในการปฏิบัติงานครับ ผมเอาอักษรมาจาก E คือ เอกชัย ชื่อของลูกชาย  V มาจาก วรวิทย์ชื่อผม T คือนามสกุลตันวุฒิบัณฑิต  และผมเองก็ไม่อยากใช้ชื่อฝรั่งด้วย อยากให้เป็นชื่อไทยๆ ก็เลยเรียกหอใหม่ด้วยนามสกุลว่า "หอดูดาวบัณฑิต"    
ทีมงาน:ลองขึ้นไปบนพื้นยกระดับแล้ว รู้สึกว่าจะเสียขอบฟ้าด้านไปนะครับมีผลอะไรมั้ย 
คุณวรวิทย์: หอนี้จะเสียขอบฟ้าด้านตะวันออกและตะวันตกไปราว 5 องศา ส่วนทิศใต้ก็ราว 10 องศา แต่ทิศดังกล่าวขอบฟ้าไม่ค่อยสำคัญครับ เพราะผมต้องการด้านทิศเหนือ เพื่อเล็งดาวเหนือมากกว่า ด้านนี้ผมจึงต้องเปิดโล่งไว้ และผมใช้ท้องฟ้าส่วน เมอริเดียน ในการถ่ายภาพมากกว่า ที่ขอบฟ้าถึงจะถ่ายรูปได้ แต่ก็ไม่ค่อยดี 
ทีมงาน:จบเรื่องหอดูดาวแล้ว ก็มาถึงเรื่องของตัวคุณวรวิทย์เองบ้างว่า เริ่มดูดาวเมื่อไหร่ และอะไรเป็นแรงจูงใจให้มาสนใจด้านนี้    
คุณวรวิทย์: ผมเริ่มดูดาวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2508 ก็อายุราวๆ 10 กว่าขวบ ตอนนั้นมีดาวหางดวงหนึ่งมาเยือน ชื่อว่าอิเคย้า เซกิ (Ikeya seki) ทำเอาประทับใจมาก เห็นตอนเช้ามืดตีสามตีสี่ หัวดาวหางอยู่ทางทิศตะวันออก หางนั้นยาวมาเกือบกลางฟ้า คนแถวนั้นไม่มีความรู้เรื่องดาวก็เรียกกันว่า "ดาวไม้กวาด" และจากนั้นมาก็เริ่มสนใจเรื่องนี้มาเรื่อย โดยเฉพาะดาวหาง ผมหลงใหลมากๆเลย 
   ต่อมาปี พ.ศ.2513 ดาวหาง Bennett ก็มา ผมเริ่มทำกล้องดูดาวเองจาก เลนซ์แว่นตาของแม่ พอปีพ.ศ.2519 ดาวหาง west  มาเยือน ผมก็ไม่ได้ดูเพราะทิ้งช่วงไป หลายปี เนื่องจากทางบ้านฐานะยากจนต้องช่วยทางบ้านทำมาหากินค้าขาย ก็ต้องเลิกดูดาวไป 4-5 ปี แล้วดาวหางฮัลเลย์ก็มาตอนปี 2529 ผมก็หันมาดูดาวอีก ตอนนี้ทำกล้องของท่อพีวีซี โดยใช้เลนซ์ของร้านศึกษาภัณฑ์  พอเริ่มมีเงินก็เก็บตังค์ซื้อกล้องตัวต่อมา Tasco เป็นกล้องหักเหแสง 60 มม. ผมผิดหวังมากเพราะดูได้แค่ดวงจันทร์
ทีมงาน: แล้วมาเริ่มคิดทำหอดูดาวเมื่อไหร่ครับ  
คุณวรวิทย์:ก็หลังจากที่เริ่มซื้อกล้อง sct11 นิ้วตัวนี้ครับ สำหรับกล้องชมิดท์ 8 นิ้วโฟกัส 2030 มม.ยี่ห้อ celestron ซื้อจากร้าน TMK ก็เป็นตัวต่อจากกล้อง Tasco ซื้อมาตอนปี 2533 เป็นขาตั้งแบบอิเควทอเรียล ตอนนี้ยังไม่ได้ทำหอดูดาว ใช้วิธียกไปยกมาเวลาจะดูดาว  ต่อมาพอปี 2536 ก่อนที่ดาวหางชูเมเกอร์เรวี่9 ชนดาวพฤหัส 1 ปี ก็ถอย SCT 11นิ้ว โฟกัส 2800 มม. มาพร้อมกับขา Fork แต่มาเปลี่ยนเป็นขาอิเควทอเรียลภายหลัง ยี่ห้อ Losmundy จากร้าน TMK เช่นกัน ผมรู้เลยว่า นี่แหละเหมาะที่สุดสำหรับการถ่ายรูป และตามดาว ผมซื้อมาตอนนั้นก็ราคา 9 หมื่นกว่าบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลล่าห์ครับ พอมาเป็น 45 บาท ผมก็หยุดซื้อเลย ซื้อไม่ไหว     
ทีมงาน: มีขา Fork อยู่แล้วทำไมต้องเปลี่ยนเป็นขา Eq ครับไม่ดียังไง
 คุณวรวิทย์: เท่าที่ใช้แล้วขา Fork ค่อนข้างมีปัญหา ในการตามดาวและถ่ายรูป เพราะจะรับน้ำหนักที่เพิ่มจากกล้องถ่ายรูป เมื่อมาขี่บนขา Fork ไม่ค่อยดี และขา Fork จะตามดาวได้ไม่ค่อยนาน คือเต็มที่ก็ 10-20 นาทีเท่านั้น ผมว่าขา Fork นี้เหมาะกับประเทศที่อยู่ทางแถบซีกโลกเหนือ ซึ่งดาวเหนืออยู่ค่อนข้างสูงหน่อย  ผมเลยถอยขาตั้งมาใหม่ เป็นขาอิเควทอเรียล และคิดว่าขาแบบนี้เหมาะที่สุด
ทีมงาน:มีกล้องหลายตัวแบบนี้คนที่บ้านมีใครสนใจดูดาวบ้างครับ    

คุณวรวิทย์: ที่บ้านผมมีดูดาวกันอยู่สองคน คือ ผมกับลูกชายคนโต ที่ชื่อเอกชัย เค้าสนใจเรื่องดูดาวมากเหมือนผม ช่วยผมทำเวปไซด์ด้วย แต่ระยะหลังเค้าเรียนวิศวะคอมฯ ม.รังสิต  ตอนนี้ขึ้นปี 4 เรียนหนักหน่อย ก็เลยไม่มีเวลามาช่วยทำเวปเท่าไหร่ เรื่องดูดาวผมไม่บังคับให้ลูกๆมาชอบตาม เพราะรู้ๆอยู่ว่าของแบบนี้บังคับกันไม่ได้ และการดูดาวก็ไม่ได้ช่วยเราทำมาหากินได้ สำหรับประเทศไทย    
ทีมงาน:งานหลักของหอดูดาวนี้ทำอะไรบ้างครับ    
คุณวรวิทย์:งานหลักคือติดตามดาวหางที่ผ่านเข้ามาและสามารถเห็นได้ในประเทศไทย รวมทั้งพวกดาวเคราะห์น้อยด้วย ช่วงหลังที่เริ่มทำหอใหม่นี้ ก็ไม่ค่อยได้รายงานอะไรให้ทางสมาคมเท่าไหร่ ตอนนี้ก็คงจะเริ่มทำต่อได้แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มเข้าหน้าฝน แต่ที่นี่ท้องฟ้าจะดีหลังเดือนมิถุนายนขึ้นไป แม้จะมีฝนก็ตาม      
ทีมงาน: แล้วตอนนี้คุณวรวิทย์ติดตามอะไรอยู่หรือป่าว   
คุณวรวิทย์:ก็คงจะเป็นดาวหางลิเนียร์ A2 ครับ ล่าสุดก็อยู่แถวๆกลุ่มดาวกระต่ายป่า ใต้กลุ่มดาวนายพราน ตอนนี้ก็อยู่ลับขอบฟ้าไปแล้ว วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ดาวหางนี้ก็จะไปอยู่หลังดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นเดือนกรกฏาคมถึงสิงหาคม ก็จะออกจากดวงอาทิตย์ให้เราได้เห็นกันอีกตอนใกล้รุ่ง ซึ่งสามารถเห็นได้จากล้องสองตา  นอกจากนี้ยังมีดาวเคราะห์น้อยเวสต้า ที่ผมอยากแนะนำให้ดู ถ้าเรารู้หลักแล้ว มีเพียงกล้องสองตาก็สามารถเห็นได้     
ทีมงาน: แล้วผลงานในอดีตล่ะครับ    
คุณวรวิทย์:ก็ส่วนใหญ่เป็นงานถ่ายภาพครับ เช่นปรากฏการณ์ต่างๆ อุปราคา หรือ  ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสเมื่อวันที่ 5 มกราคา 2541  และวงแหวนดาวเสาร์หาย ช่วงเดือน สิงหาคม 2538  ผมถ่ายรูปเป็นซีรี่ไว้เลย เริ่มตั้งแต่บางมากๆ เห็นเหมือนไม้เสียบลูกชิ้น จนหายวับไป นอกจากนี้ที่ผมตั้งใจทำอยู่คือ การถ่ายรูปวัตถุ Messier ให้ครบทั้ง 109 โดยใช้วิธีการถ่ายแบบเดียวกันทั้งหมดคือ กำลังขยายเท่ากัน และเวลาเปิดหน้ากล้องเท่ากัน เพื่อต้องการหาขนาดและความสว่างที่แท้จริง เหมือนเป็นการทำวิจัยได้อย่างหนึ่งเลย      
ทีมงาน: ผมเห็นงานถ่ายรูปเยอะแยะมากมาย ไม่ทราบว่ามีอะไรจะแนะนำเรื่องการถ่ายรูปบ้างครับ     
คุณวรวิทย์:การถ่ายรูปนั้น ผมแนะนำว่าอย่าคาดหวังจากงานถ่ายมากนัก ต้องเผื่อเสียใจบ้าง เพราะงานถ่ายรูปต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ความมืดของท้องฟ้า  ฟิล์มที่ไวแสงพอสมควร แต่การตั้งกล้องที่แม่นยำ เพราะการถ่ายรูปวัตถุอย่างเนบิวล่าและ กาแลกซี่นั้น ต้องอาศัยการเปิดหน้ากล้องนานๆ ต้องมีระบบมอเตอร์ตามดาวด้วย สำหรับเรื่องความไวแสงของฟิล์ม แนะนำว่า เป็น 400 ไม่ควรเกิน 800      
ทีมงาน:เห็นว่าคุณวรวิทย์สนใจเรื่องดาวหาง และถ่ายรูปดาวหางไว้มาก ขอทราบเทคนิคหน่อยครับ    
คุณวรวิทย์: ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย ไม่เหมือนกับดาวฤกษ์หรือพวก Deepsky ทั่วไป เพราะดาวฤกษ์และพวก Deepsky จะค่อนข้างอยู่นิ่ง และเคลื่อนบนท้องฟ้าตามการหมุนของโลก การถ่ายวัตถุพวกนี้ ก็จะอาศัยระบบมอเตอร์ตามดาวปกติ แต่พวกดาวหางและดาวเคราะห์น้อย จะมีการเคลื่อนที่ ในทิศทางของตัวมันเอง และเคลื่อนตามการหมุนของโลกด้วย ดังนั้นการจะถ่ายภาพดาวหางและ ดาวเคราะห์น้อย ต้องอาศัยการไกด์ตามวัตถุนั้นด้วยมือตามทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ คือเราต้องรู้ด้วยว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ไปทิศทางใด แล้วใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงๆหน่อยเป็นกล้องนำทางที่เรียกว่า กล้องไกด์  (กล้องนำมีกำลังขยายน้อยไปหน่อย) ดูจากรูปกล้อง SCT11นิ้วจะเห็นว่ามีกล้องไกด์ตัวสีขาวอีกตัว แยกต่างหากจากกล้องนำ ซึ่งกล้องไกด์นี้จะเปลี่ยนกำลังขยายได้ตามที่เราต้องการ ยิ่งขยายมากยิ่งดีทำให้เรารู้ว่าวัตถุนั้นหลุดแฟรมหรือยัง ส่วนที่ตัวกล้อง sct11 นิ้วเองผมก็จะติดกล้องถ่ายรูปไว้ ก็แล้วแต่ว่าจะใช้วิธี Prim Focus  หรือ  Eyepiece Projection  หรือจะทำเป็น Piggy back ขี่บนกล้อง sct อีกทีก็ได้   
ทีมงาน: แล้วฟิล์มสไลด์ล่ะครับ ทราบว่าคุณวรวิทย์ทำสไลด์เองด้วย    

คุณวรวิทย์:สำหรับฟิล์มสไลด์นั้น ผมไม่แนะนำให้ใช้ฟิล์มสไลด์ถ่ายงานจริง เพราะควบคุมแสงยากมีความไวแสงน้อย 200-400 เท่านั้น และทำสำเนาอัดรูปแจกไม่ได้ เราควรใช้ฟิล์มเนกตีฟถ่ายภาพไว้ แล้วอัดภาพออกมา จากนั้นจะใช้ฟิล์มสไลด์มาถ่ายอีกครั้ง โดยการจัดแสงซะใหม่ เพราะฟิล์มเนกตีฟอยู่ได้นานและอัดรูปแจกได้ เมื่อภาพสไลด์เสียเราก็ไปอัดมาถ่ายสไลด์ใหม่
ทีมงาน: แล้วทางหอดูดาวนี้ คุณวรวิทย์มีเปิดให้คนที่สนใจเข้าชมได้บ้างมั้ยครับ    
คุณวรวิทย์: ได้ครับก็ขอให้ติดต่อมา แต่คงรับคนมากๆไม่ได้ อีกอย่างผมต้องพิจารณานิดหนึ่ง ว่าจะเหมาะสมแค่ไหน เพราะในอดีตเคยเจอปัญหาเรื่อง ของหาย มีการหยิบติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย ผมเลยต้องระวังนิดหน่อย และรับเฉพาะคนที่ไว้ใจได้     
ทีมงาน:แล้วการจัดกิจกรรมดูดาวนอกสถานที่ล่ะครับ ทางคุณวรวิทย์เคยบ้างหรือป่าว    
คุณวรวิทย์:ก็มีครับเคยจัดค่ายดูดาวให้กับโรงเรียนประถม แต่ทำเอาเหนื่อยจริงๆ เพราะเด็กๆซนมาก มักจะมาเล่นกล้องมากกว่ามาดูกล้อง ผมจึงต้องบอกครูอาจารย์ว่าให้คัด เฉพาะคนที่สนใจอยากดูจริงๆเท่านั้น       
ทีมงาน: แล้วดาวอังคารช่วงนี้ คุณวรวิทย์ติดตามอย่างไรบ้าง    
คุณวรวิทย์: ก็ตามๆดูอยู่ แต่เท่าที่เห็นดาวอังคารช่วงนี้ไม่เห็นขั้วน้ำแข็ง และฟ้าที่นี้ยังไม่ดีพอในช่วงนี้ ก็จะรอให้ใกล้กว่านี้อีก และยิ่งหลัง 21 มิถุนายน ไปแล้วท้องฟ้าที่นี่เริ่มดีขึ้น สำหรับวันที่ดาวอังคารใกล้โลกระหว่างวันที่ 21-23 มิย.ก็คงจะมีคนมาขอดูด้วย     
ทีมงาน:สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณ คุณวรวิทย์อย่างมากที่ได้ให้ความรู้ และอยากให้คุณวรวิทย์ฝากข้อคิดไว้กับนักดูดาวรุ่นใหม่ๆด้วย     
คุณวรวิทย์: วิชาดาราศาสตร์ในบ้านเรานั้นจะหวังไปพึ่งเพื่อทำมาหากินคงไม่ได้ เราก็ควรที่จะมีงานหลักของเราทำไป แล้วก็ดูดาวเป็นงานอดิเรก แต่ถ้าอยากให้มีผลงานก็ต้องขยันและตั้งใจจริงที่จะค้นคว้า บ้านเมืองเราจะได้มีนักดาราศาสตร์สมัครเล่นเยอะขึ้น จะได้แข่งกับต่างประเทศเค้าได้ ดูอย่างเดวิท เลวี่ ก็เป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ถ้าตั้งใจศึกษาค้นคว้าจริงก็มีผลงานออกมาได้เช่นกัน     

ที่อยู่ 
     คุณวรวิทย์  ตันวุฒิบัณฑิต
          เลขที่ 31 หมู่  5
                ต.แปลงยาว  อ.แปลงยาว   
                     จ.ฉะเชิงเทรา 24190
 โทร: 038-589050 หรือ e-mail: voravit_astro@yahoo.com
เวปไซด์
http://www.geocities.com/bundid_observatory

 


  เริ่มเปิดหลังใช้เวลาทั้งหมดเพียง 50 วินาที 


ส่วนของหอที่เปิดหลังคาแบบสไลด์ บางส่วน


เมื่ออยู่พื้นหอสามารถเห็นได้โดยรอบ



กล้องดูดาวจากท่อพีวีซีตัวแรกที่ทำขึ้นเพื่อดูดาวหางฮัลเลย์


Tasco กล้องหักเหแสง หน้าเลนซ์60 มม.


กล้อง SCT 8 นิ้ว F2030 mm.ขา GP 


ขา Fork  ที่ติดมากับ SCT 11 นิ้ว


กล้อง SCT11 นิ้วบนขา EQ Losmundy 


ขาตั้ง Eq Losmundy ที่ซื้อมาภายหลัง



มุมรับแขก


 

       


ติดต่อดาราศาสตร์แฟนคลับ : > darasartclub@yahoo.com