|
็
Bug Nebula
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้ถ่ายภาพการตายที่รุนแรงของดาวฤกษ์ร้อนที่คล้ายดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง
ซึ่งมันกำลังทิ้งเปลือกชั้นนอกของมันออกมาก่อตัวเป็นปีกบางของผีเสื้อตัวใหญ่
ก๊าซในเนบิวลาแมลง(Bug
Nebula) หรือ NGC6302 ซึ่งอยู่ไกลออกไป
4 พันปีแสง
ถูกไอออนไนซ์โดยดาวฤกษ์ที่มองไม่เห็นที่จุดต่อระหว่างปีกทั้งสอง
ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในบรรดาดาวฤกษ์ที่ร้อนที่สุด
Wide Field and
Planetary Camera2 (WFPC2) ของฮับเบิล
ได้สร้างภาพประกอบนี้จากการถ่ายภาพไฮโดรเจนและไนโตรเจนไอออนไนซ์ในเนบิวลา
ก๊าซที่กำลังแพร่กระจายออกข้างนอกกลายเป็นระลอกรูปร่างเหมือนนิ้วมือเมื่อมันชนกับก๊าซที่เคลื่อนที่ช้ากว่า
แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักดาราศาสตร์มากที่สุดกลับไม่ใช่ปีกพริ้วบางแต่เป็นแถบมืดที่แบ่งมันเป็นสองส่วน
แถบมืดนี้เป็นวงแหวนก๊าซและฝุ่นที่เรียกว่า
ทอรัส(torus) ได้พาดผ่านปิดบังดาวฤกษ์ที่กำลังจะตาย
วงแหวนดังกล่าวประกอบด้วยก๊าซที่ปล่อยออกจากดาวฤกษ์เกือบทั้งหมดมีทั้งไฮโดรคาร์บอน
เหล็ก
คาร์บอเนตอย่างแคลไซต์(calcite)
และน้ำแข็ง
โดยน้ำแข็งที่ปรากฏในรูปลูกเห็บซึ่งมีน้ำที่ตกผลึกจับตัวอยู่กับอนุภาคฝุ่น
Albert Zijlstra นักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแมนเชสเตอร์
กล่าวว่า
เราไม่ทราบจริงๆว่าอะไรทำให้วัสดุสารถูกปล่อยออกมาในแนวระนาบเดียว
การวิเคราะห์ภาพจากฮับเบิลและภาพอื่นๆของเขาได้ปรากฏใน
Astronomy&Astrophysics
เนบิวลาแมลงเป็นหนี่งในเนบิวลาดาวเคราะห์(planetary
nebula)ที่รู้จักกันประมาณ
1600 แห่ง
มันก่อตัวขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ที่อาจมีมวลมากถึง
8
เท่ามวลดวงอาทิตย์เริ่มตาย
พวกมันจะพองตัวออกกลายเป็นดาวยักษ์แดงก่อนที่จะปล่อยมวลที่อาจมากถึงครึ่งหนึ่งของมัน
กลายเป็นเนบิวลาก๊าซและฝุ่น
ซึ่งมักจะมีรูปร่างคล้ายกับเนบิวลาแมลง
นักดาราศาสตร์หวังที่จะเข้าใจว่าทำไมดาวฤกษ์จึงผลักก๊าซของมันออกมาในรูปแบบที่เป็นทรงกลมง่ายๆ
การหมุนรอบตัวของมันเองอาจจะทำให้ก๊าซสะสมอยู่ที่แถบศูนย์สูตรรอบดาวฤกษ์
Zijlstra กล่าวว่า
แต่มันยังไม่แน่ใจว่าทำไมจึงเกิดลักษณะนี้
บางทีดาวฤกษ์ที่ใจกลางซึ่งมองไม่เห็นอาจจะมีดาวข้างเคียงอยู่ซึ่งจะดึงก๊าซที่หลุดออกมาให้ไปอยู่ในระนาบการโคจรของดาวฤกษ์
ส่วนความเป็นไปได้ทางที่สามคือ
ดาวฤกษ์กลืนกินดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งเมื่อมันขยายตัวกลายเป็นดาวยักษ์แดง
ดาวยักษ์แดงที่หมุนรอบตัวอย่างช้าๆจะได้รับโมเมนตัมเชิงมุมจากดาวเคราะห์
และหมุนรอบตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม
100 เท่า
ซึ่งทำให้ก๊าซถูกปล่อยออกมาเป็นดิสก์แบน
Zijlstra อธิบายว่า
ถ้าคุณขว้างดาวพฤหัสเข้าใส่ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์จะเริ่มหมุนรอบตัวเองอย่างเร็วจี๋
ในความเป็นจริงแล้ว
ดวงอาทิตย์จะขยายตัวอยู่แค่วงโคจรของโลกเท่านั้นเมื่อมันกลายเป็นดาวยักษ์แดงในอีกประมาณ
5
พันล้านปีต่อจากนี้
แต่ดาวฤกษ์ดวงอื่นก็มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่โคจรอยู่ประมาณวงโคจรของดาวพุธ
นักดาราศาสตร์เชื่อว่าทอรัสนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อ
1
หมื่นปีก่อน
แต่พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันก่อตัวขึ้นอย่างไร
และมันจะทนทานต่อการระเหยจากดาวฤกษ์ที่ร้อนได้นานแค่ไหน
การสำรวจในอนาคตด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุอาจจะช่วยให้ภาพทอรัสและอธิบายรูปร่างของเนบิวล่า
อุณหภูมิที่สูงถึง 250,000
องศาเซลเซียสของดาวฤกษ์นี้ยังสร้างความประหลาดใจให้กับนักดาราศาสตร์ด้วย
ในขณะที่ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิพื้นผิวเพียง
5 พันองศาเซลเซียส
และดาวแคระขาวซึ่งเป็นสิ่งที่เหลืออยู่ของดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ซึ่งผลักก๊าซของมันออกมากลายเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์
จะมีอุณหภูมิสูง 1
แสนองศาเซลเซียส
Zijlstra กล่าวว่า
ผมไม่คิดว่าจะมีดาวฤกษ์ที่เรารู้จักร้อนกว่ามัน
ช่วงที่ร้อนที่สุดในชีวิตของดาวฤกษ์เป็นช่วงก่อนที่มันจะหมดเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและจากนั้นมันก็จะมืดลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นดาวแคระขาว
และดูเหมือนว่าฮับเบิลจะจับภาพในช่วงรุ่งเรืองดังกล่าวไว้ได้
แหล่งที่มา
astronomydaily.com : super-hot star caught in death
throes
astronomy.com : fire
and ice
|