18
ตุลาคม ปี 1989 กระสวยอวกาศแอตแลนติสทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ แหลมคานาเวอราล
มันบรรทุกยานอวกาศลำหนึ่งซึ่งหนักเกือบหกพันปอนด์และสูง 20 ฟุตไว้ที่
payload bay เมื่อนักบินอวกาศ เชนนอน ลูซิด ปล่อยยานอวกาศลำนี้จากกระสวยอวกาศ
การเดินทางอันยาวนาน 6 ปีของยานไปยังดาวพฤหัสบดีก็เริ่มต้นขึ้น
นี่คือฉากแรกของปฎิบัติการสำรวจดาวพฤหัสบดีของยานกาลิเลโอ
[Galileo Spacecraft] ยานซึ่งได้รับการตั้งชื่อ เพื่อเป็นเกียรติแก่
กาลิเลโอ กาลิเลอิ นักดาราศาสตร์ผู้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง
ส่องดูดาวพฤหัสบดีเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1610 และค้นพบดวงจันทร์
ขนาดใหญ่ 4 ดวง คือ ไอโอ ยูโรปา แกนิมิด และคัลลิสโต ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่า
ดวงจันทร์กาลิเลียน [Galilean Satellites]
ยานกาลิเลโอเป็นยานอวกาศลำที่
6 ที่ไปสำรวจดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสบดีได้รับการสำรวจ จากยานอวกาศ
โดยการบินผ่าน [Fly By] มาแล้ว 5 ลำ แต่ยานกาลิเลโอจะเป็นยานลำแรก
ที่จะโคจรรอบ ดาวก๊าซยักษ์ดวงนี้และทำการสำรวจอย่างละเอียดกว่ายานลำใดๆ ยานอวกาศลำแรกที่สำรวจดาวพฤหัสบดี
คือ ยานไพโอเนียร์ 10 มันเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะทาง 200,000
กิโลเมตร ในเดือนธันวาคม ปี 1973 ยานไพโอเนียร์ 10
ทำการศึกษาสนามแม่เหล็กและ
บรรยากาศของดาวพฤหัสบดี
ไพโอเนียร์ 10 เป็นยานลำแรก ที่ถ่ายภาพดาวพฤหัสบดี ในระยะใกล้และยังค้นพบระดับรังสีที่หนาแน่นบนดาวเคราะห์ดวงนี้
อีก 1 ปีต่อมา ยานไพโอเนียร์ 11 ก็เดินทาง เข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะทาง
34,000 กิโลเมตรในเดือนธันวาคม ปี 1974 มันศึกษาสนามแม่เหล็ก และบรรยากาศ
เช่นเดียวกับ ยานไพโอเนียร์ 10 แต่ยังทำมากกว่านั้น คือการถ่ายภาพดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีหลายดวง
ในปี
1979 ดาวพฤหัสบดีได้รับการเยี่ยมเยือนอีกครั้งหนึ่ง จากยานอวกาศสองลำคือยานแฝดวอยเอเจอร์
ยานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางถึง ดาวพฤหัสบดี ในเดือนกรกฎาคม ก่อนหน้ายานวอยเอเจอร์
1 สี่เดือน วอยเอเจอร์แต่ละลำ ถ่ายภาพดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์บริวารราว
18,000 ภาพ ผลงานของวอยเอเจอร์สร้างความตื่นตะลึงให้กับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก
อาทิเช่น การค้นพบวงแหวนบางๆ ของดาวพฤหัสบดี ภูเขาไฟ บนดวงจันทร์ไอโอที่ยังคุกรุ่นอยู่
และพื้นผิวอันประหลาด ของดวงจันทร์ยูโรปา ซึ่งทำให้สงสัยกันว่าอาจจะมีมหาสมุทรอยู่ใต้พื้นผิวเป็นต้น
ยานลำสุดท้ายคือยานยูลิซิสซึ่งมีภารกิจสำรวจขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงอาทิตย์
ยานลำนี้ได้เดินทางเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีในปี 1992 เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีเหวี่ยงมันไปยังเป้าหมาย
นักวิทยาศาสตร์ได้ถือโอกาสนี้ ให้มันศึกษาสนามแม่เหล็ก และระดับรังสีบนดาวพฤหัสบดีด้วย
หลังจากที่ยานแฝดวอยเอเจอร์ทิ้งดาวพฤหัสบดีไว้เบื้องหลัง
ผลงานของมันทำให้ นักวิทยาศาสตร์ฝันว่า วันหนึ่งคงจะได้กลับมา
สำรวจดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวารอีกครั้งหนึ่ง อย่างละเอียดที่สุด
ดาวพฤหัสบดีไม่ได้เป็นเพียง ผู้เก็บร่องรอยที่จะช่วยให้เรา เข้าใจว่า
ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อกว่า4.5
พันล้านปีก่อนเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์คิดว่า มันคือ ระบบสุริยะ
ย่อยๆ และดวงจันทร์กาลิเลียนของมันมีความน่าสนใจกว่าที่คิดไว้
โครงการกาลิเลโอจึงเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายการสำรวจ 3 ส่วนคือ หนึ่ง
บรรยากาศ ของดาวพฤหัสบดี [Atmosphere] สอง ดวงจันทร์บริวารโดยเฉพาะดวงจันทร์กาลิเลียน
และ สาม ขอบเขตของ สนามแม่เหล็ก [Magnetosphere]
ยานกาลิเลโอประกอบด้วยยานแม่คือ
Galileo Orbiter และ ยานลูก คือ Galileo Probe Jet Propulsion
Laboratory [JPL ] สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียร์เป็นผู้สร้าง
ยานGalileo Obrbiter และควบคุมการปฎิบัติการการสำรวจของยานกาลิเลโอ
เยอรมนีสนับสนุน Propulsion Module ส่วนยาน Galileo Probe สร้างโดย
Hughes Aircraft Companyและ ควบคุมการ ปฎิบัติการโดย NASAs Ames
Research Center
ยานแม่ถูกกำหนดให้โคจรรอบดาวพฤหัสเป็นเวลาสองปี
ภารกิจของมันคือการสำรวจขอบเขตและพลวัตรของบรรยากาศรวมทั้ง Ionosphere
ของดาวพฤหัสบดี ศึกษาสำรวจดวงจันทร์กาลิเลียนอย่างละเอียด ในด้านต่างๆ
คือ รูปทรงและลักษณะทางธรณี องค์ประกอบ และการกระจายตัวของแร่ธาตุบนพื้นผิว
สนามแม่เหล็กและแรงโน้มถ่วง บรรยากาศ Ionosphere และปฎิกริยาระหว่างแมกนิโตสเฟียร์
ของดาวพฤหัสบดีกับดวงจันทร์กาลิเลียน
เขี้ยวเล็บของยานกาลิเลโอคือ
เครื่องมือ 12 ชนิด คือ
Dust Detector Subsytems [DDS]
Energetic
Particles Detector [EPD]
Extreme Ultravolet Spectromrter [EUV]
Heavy Ion Counter [HIL]
Magnetometer[MAG]
Near-Infrared
Mapping Spectrometer [NIMS]
Plasma Subsystem [PLS]
Photopolarimeter-Radiometer
[PPR]
Plasma Wave Subsytem [PWS]
Radio Science, Solid-State
Imaginf [SSI]
และ Ultraviolet Spectrometer [UVS]
ส่วนยานลูก
Galileo Probe จะถูกปล่อยจากยานแม่ลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี
สำหรับภารกิจในการค้นหา องค์ประกอบ ทางเคมี และลักษณะโครงสร้างของบรรยากาศดาวพฤหัสบดี
ศึกษาธรรมชาติอนุภาคของเมฆ ตำแหน่งและ โครงสร้างของ เมฆแต่ละชั้น
และธรรมชาติของปรากฏการณ์ฟ้าแลบ
เมื่อยานกาลิเลโอพ้นจากโลกมันไม่ได้มุ่งไปยังดาวพฤหัสบดีโดยตรง
แต่มันกลับเดินทางโดยทางอ้อมโดยใช้เส้นทางที่เรียกว่า VEEGA [Venus
Earth Earth Gravity Assist] เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์และโลก
เป็นตัวช่วยในการส่งยาน ให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น และทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง
ด้วยเหตุนี้ ยานกาลิเลโอจึงมุ่งหน้าไปยังดวงอาทิตย์ก่อน เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วง
ของดาวศุกร์ เหวี่ยงมันมายังโลก มันบินผ่านดาวศุกร์เมื่อวันที่
9 กุมภาพันธ์ 1990 และบินผ่านโลกถึงสองครั้งคือเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมปี
1990 และ 8 ธันวาคม 1992 หลังจากนั้น จึงมุ่งหน้าไปยังดาวพฤหัสบดี
ขณะที่มันผ่านดาวศุกร์วิศวกรได้สั่งการให้มันกางเสาอากาศหลักซึ่งมีลักษณะคล้ายร่มเพื่อป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์
แต่โชคร้าย เสาอากาศกางออกเพียงครึ่งเดียวทำให้มันต้องกลายเป็นยานพิการ
วิศวกรต้องแก้ปัญหาโดยใช้เสาอากาศสำรองขนาดเล็กแทน ซึ่งมีผล ทำให้
การส่งข้อมูลมายังโลกล่าช้าอย่างไรก็ดี
ยานพิการลำนี้ก็เริ่มสร้างผลงานที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่ามันยังคงปฎิบัติภารกิจได้ดี
เมื่อมันเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยแกสปรา[Gaspra]ได้สำเร็จในวันที่
29 ตุลาคม ปี 1991
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาดาวเคราะห์น้อยอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก
และระหว่างที่มันบินผ่านดาวศุกร์และโลกนักวิทยาศาสตร์ก็ถือโอกาสนี้
ให้มันสำรวจดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนี้ รวมทั้งดวงจันทร์ ของโลกด้วย
ในการเดินทางผ่านโลกครั้งที่ 2 มันได้ถ่ายภาพโลกและดวงจันทร์เคียงกัน
ที่สวยสดงดงาม
ยานกาลิเลโอ
ยังได้ยืนยันข้อมูลของยานอพอลโลว่า มีแอ่งโบราณขนาดใหญ่ ด้านทิศใต้ของดวงจันทร์
และค้นพบหลักฐาน ปรากฏการณ์ ภูเขาไฟบนดวงจันทร์เป็นบริเวณกว้างมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดไว้
นอกจากนั้นมันยังค้นพบพายุฝุ่นในอวกาศ [Interplanetary Dust Storm]
ที่มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีการตรวจพบมา
ยานกาลิเลโอเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยอีกดวงหนึ่งในวันที่
29 สิงหาคม ปี 1993 นั่นคือดาวเคราะห์น้อยไอดา [Ida] มันทำให้
นักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ มีบริวารขนาด 1
ไมล์ที่ให้ชื่อว่า Dactyl โคจรรอบมัน และก่อนที่ยานกาลิเลโอ จะเดินทางถึง
ดาวพฤหัสบดี ในวันที่ 22 กรกฎาคม 1994 มันก็สร้างผลงานชิ้นโบว์แดง
นั่นคือ การส่งภาพ เศษชิ้นส่วนดาวหางชูมากเกอร์-เลวี 9 พุ่งชน
ดาวพฤหัสบดีมายังโลก
ปฎิบัติการสำรวจดาวพฤหัสบดีเริ่มในเดือนกรกฎาคม
ปี 1995 ยานกาลิเลโอปล่อยยานลูก ให้เดินทางอย่างโดดเดี่ยว ไปยังดาวพฤหัสบด
ีในวันที่ 13 กรกฎาคม ห้าเดือนต่อมายานลูกก็เข้าสู่ชั้นบรรยากาศบริเวณ
Hot Spot โดยปล่อยร่มชูชีพ พร้อมทั้งปิดโล่ป้องกันความร้อน ขณะที่
ผ่านเมฆชั้นบนสุดที่ระยะทาง 95 ไมล์ด้วยความเร็ว 124 ไมล์ต่อชั่วโมง
มันใช้เวลา 58 นาทีในการรวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ ความกดอากาศ องค์ประกอบทางเคมี
ลักษณะของเมฆ ความเร็วของลม ปรากฏการณ์ฟ้าแลบ และส่งข้อมูลไปยังยานแม่ซึ่งส่งข้อมูลมายังโลกอีกทีหนึ่ง
หลังจากนั้น ยานลูกก็ปิดฉากภารกิจเมื่อถูกความร้อนจากบรรยากาศเผาไหม้จนมันละลายไป
ส่วนยานแม่เริ่มปฎิบัติการในวันที่
7 ธันวาคม 1995 ศูนย์ควบคุมบังคับยาน เข้าสู่วงโคจรรอบดาวพฤหัสบดี
โดยใช้เครื่องยนต์หลัก มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากหากเกิดผิดพลาดขึ้นยานจะโคจรผ่านดาวพฤหัสบดีไป
แต่ทุกอย่างก็ลงเอยด้วยดี มันเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์กำหนดวงโคจรของยานเป็นรูปวงรี
รอบละประมาณสองเดือน โดยแต่ละรอบ ให้มันเข้าใกล้ดวงจันทร์กาลิเลียนแต่ละดวง
และกำหนดเป็นตัวเลขแต่ละรอบ และชื่อของดวงจันทร์ที่มันเข้าใกล้
ตัวอย่างเช่น C-3 คือการโคจรรอบที่ 3 และเข้าใกล้ดวงจันทร์คัลลิสโต
[Callisto]
ยานกาลิเลโอใช้เวลาสองปีในการสำรวจดาวพฤหัสบดี
มันเสร็จสิ้นภารกิจในวันที่ 7 ธันวาคม 1997 โคจรรอบดาวพฤหัสบดี
รวมทั้งสิ้น 11 รอบ ข้อมูลที่ส่งมายังโลกสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก
พร้อมกับคำถามมากมายที่ต้องหาคำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงจันทร์ยูโรปา
ที่อาจมีมหาสมุทรอยู่ใต้พื้นผิว และดวงจันทร์ไอโอที่มีภูเขาไฟที่ยังประทุอยู่
มนุษย์คงต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบปี
ในการเตรียมยานอวกาศลำใหม่ กลับมายังดาวพฤหัสบดีอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อไขปริศนา หลายอย่าง แต่โชคดีที่ยานกาลิเลโอ ยังมีความสามารถที่จะปฎิบัติการต่อไปได้อีก
มันจึงถูกขยายปฎิบัติการออกไปอีกสองปี ปฎิบัติการนี้นี้เรียกว่า
GEM [Galileo Europa Mission] เป้าหมายคือการสำรวจดวงจันทร์ยูโรปา
และดวงจันทร์ไอโอ รวมทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ในบรรยากาศของ ดาวพฤหัสบดี
แต่หลังจากครบสองปีแล้วมันก็ยังคงทรงพลังพอที่จะปฎิบัติการได้ต่อไป
นักวิทยาศาสตร์ จึงได้ขยายปฎิบัติการของมันอีก เป็นครั้งที่สอง
จนถึงปี 2003 ปฎิบัติการนี้เรียกว่า Galileo Millennium ผลงานของชิ้นแรกในการสำรวจดาวพฤหัสบดีคือ
บรรยากาศ ของดาวพฤหัสบดี นักดาราศาสตร์รู้ดีว่าแถบจางที่เรียกว่า
Light Zones และแถบเข้มที่เรียกว่า Dark Belts ที่พาดผ่าน ดาวพฤหัสบดีนั้น
เกิดจากกระแสลมที่รุนแรง หรือลมพายุซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
หนึ่งในนั้นคือจุดแดงใหญ่ [Great Red spot] ที่ขั้วใต้ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ
ที่จะบรรจุโลกของเรา สามดวงนั้นได้ถูกไขปริศนาก่อนหน้านี้แล้วโดยยานวอยเอเจอร์
1ว่ามันคือ พายุหมุนขนาดใหญ่ หลายสิบลูกซึ่งเกิดขึ้นมากว่า 300
ปีแล้ว
ข้อมูลจากยาน
Galileo Probe กลับเผยให้เห็นว่า บรรยากาศของดาวพฤหัสบดี แห้งแล้งกว่าที่คิดไว้
มีเมฆไม่มากนัก แต่มีลม ที่มีความเร็วถึง 450 ไมล์ต่อชั่วโมง มีฟ้าแลบในระยะไกล
และเกิดขึ้นน้อยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ คือเพียงประมาณ 10%
เมื่อเทียบกับ ที่เกิดใน บรรยากาศของโลก แต่ทว่าความรุนแรงนั้นมากกว่าที่เกิดบนโลกถึง10
เท่า
ยานกาลิเลโอยังพบว่า
ในบรรยากาศมีน้ำน้อยกว่าที่ยานวอยเอเจอร์ เคยประมาณไว้และพบว่า
มีปริมาณก๊าซฮีเลียม ในบรรยากาศเกือบพอๆ กับดวงอาทิตย์คือ 24 %
ในขณะที่ดวงอาทิตย์มี 25 % ขอบเขตของสนามแม่เหล็ก หรือ Magnetosphere
ของดาวก๊าซยักษ์ดวงนี้ เหมือนฟองยักษ์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เสียอีก
สนามแม่เหล็กของมันล้ำเข้าไปในวงโคจรของดาวเสาร์ หากเราสามารถมองเห็นมันได้จาก
โลกเราจะเห็นมันใหญ่กว่าดวงจันทร์ขณะเต็มดวงหลายเท่า แมกนิโตสเฟียร์
จะเก็บกักอนุภาค ที่มีประจุไฟฟ้าไว้ กลายเป็นแถบรังสีที่มีความเข้ม
เหมือนสนามแม่เหล็กของโลกมีแถบรังสีแวนอัลเลน แต่แถบรังสีของดาวพฤหัสบดี
มีความเข้มกว่าหลายล้านเท่า และภายในแมกนิโตสเฟียร์ ก็เป็นแหล่งอนุภาคและก๊าซ
ได้แก่ Low Energy Ions, Protons,และ Electrons ซึ่งเรียกว่าพลาสมา
แมกนิโตสเฟียร์ด้านในมีรูปร่างเหมือนขนมโดนัท
มีดาวพฤหัสบดีอยู่ในรูตรงกลาง แมกนิโตสเฟียร์ด้านนอกมีรูปร่าง
เหมือนหยาดน้ำ เพราะด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะถูกทำให้อ่อนกำลังลงโดยลมสุริยะ
ขนาดของแมกนิโตสเฟียร์ ด้านนอก จึงขึ้นอยู่กับความแรงของลมสริยะ
ยานกาลิเลโอยังได้ค้นพบแถบรังสีใหม่ที่มีความเข้มสูงอยู่เหนือเมฆชั้นบนสุดประมาณ
31,000 ไมล์
วงแหวนบางๆ
ที่ค้นพบโดยยานวอยเอเจอร์เป็นหนึ่งในความสนใจ ของนักวิทยาศาสตร์
ยานกาลิเลโอ ทำให้นักดาราศาสตร์รู้ว่า วงแหวน ของดาวพฤหัสบดี แตกต่างจากวงแหวนของดาวเสาร์
มันไม่ได้มีโครงสร้างสลับซับซ้อนอย่างวงแหวนดาวเสาร์ ระบบวงแหวนประกอบด้วย
3 ส่วนคือ ส่วนแรก Main Ring อยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดี 122,800 กิโลเมตร
มีความกว้าง 6400 กิโลเมตร โอบล้อมดวงจันทร์ขนาดเล็กสองดวงคือ
Adrastea และ Metis ส่วนที่สอง Halo อยู่ถัดจาก Main Ring เข้ามาด้านใน
ห่างจากดาวพฤหัสบดี 100,000 กิโลเมตร กว้าง 22,800 กิโลเมตร และส่วนที่สาม
Gossamer Ring อยู่ถัดจากMain Ring ไปยังด้านนอกเลยวงโคจรของดวงจันทร์
Amalthea ห่างจากดาวพฤหัสบดี 129,200 กิโลเมตร กว้าง 850,000 กิโลเมตร
วงแหวนเหล่านี้
คืออนุภาคของฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน มันเกิดจาก เศษเล็กเศษน้อยของดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง
หรือ อุกกาบาตขนาดเล็ก [Micrometeorite ] ถล่มดวงจันทร์ขนาดเล็ก
4 ดวงคือ Adraster Metis Amalthea และ Thebe การระเบิด ที่พื้นผิว
ทำให้เศษเล็กเศษน้อยเหล่านี้พุ่งหนีแรงดึงดูดของดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง
เหมือนกับฝุ่นของชอล์ค กระจาย เมื่อเราเอาแปรงลบกระดาน สองอัน
มากระทบกัน และถูกแรงดึงดูด มหาศาลของดาวพฤหัสบดีจับไว้
ในการสำรวจดวงจันทร์กาลิเลียน
ยานกาลิเลโอพบว่าดวงจันทร์แกนิมิดดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะมีสนามแม่เหล็ก
ซึ่งเกิดจากแกนกลางของมันที่เป็นเหล็กหรือไอออนซัลไฟด์ พื้นผิวของมันมีทั้งเก่าและใหม่
ส่วนที่อายุมากจะมืดคล้ำ เป็นหลุมอุกกาบาต และแอ่งลึก
ส่วนดวงจันทร์คัลลิสโตเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต
ยานกาลิเลโอพบหลักฐานซึ่งสนับสนุนว่า ดวงจันทร์ดวงนิอาจมีน้ำหรือน้ำแข็ง
ห่อหุ้มแกนกลางในระดับความลึกหลายร้อยกิโลเมตร
แต่ไฮไลท์ของการสำรวจอยู่ที่ดวงจันทร์ไอโอและดวงจันทร์ยูโรปา
ยานกาลิเลโอใช้เวลาสำรวจดวงจันทร์ยูโรปาถึง 4 ปี คือตั้งแต่ปี
1996-2000 และใช้เวลาสำรวจดวงจันทร์ไอโอ 4 ปี คือตั้งแต่ปี 1999-2002
ดวงจันทร์ไอโอ
เป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกเล็กน้อย มันใหญ่เป็นอันดับสาม
ของดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และอยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดีเป็นลำดับที่
5

ภาพถ่ายที่คมชัดของยานกาลิเลโอ
ทำให้นักวิทยาศาสตร์เห็นว่า พื้นผิวดวงจันทร์ดวงนี้ เหมือนพิซซ่ายักษ์ที่ปกคลุมด้วยชีส
ที่กำลังละลาย และมะเขือเทศทำให้มันมีรอยด่าง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าบริเวณที่สว่าง
เกิดจากกำมะถัน และบริเวณมืดทึบเกิดจากลาวา แต่ทุกบริเวณ ล้วนแล้วแต่มีอุณหภูมิสูงทั้งสิ้น
จุดแดงคือตะกอนจากภูเขาไฟ และมันจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามกาลเวลา
เพราะการเปลี่ยนแปลงของกำมะถัน
ด๊อกเตอร์
โรซาลี โลเปซ นักภูเขาไฟวิทยาของ Jet Propulsion Laboratory [JPL]
หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ ของโครงการกาลิเลโอ บอกว่าภูเขาไฟบน
ดวงจันทร์ไอโอแอ๊คทีฟที่สุด ในระบบสุริยะเพราะมันปล่อยความร้อนออกมามากที่สุด
เราพบภูเขาไฟมากกว่า ร้อยลูกบนไอโอ ในขณะที่โลก มีมากกว่า 600
ลูกที่ยังแอ๊คทีฟอยู่ แต่มันไม่ใช่เรื่องของจำนวน มันเป็นเรื่อง
ของความร้อนที่ปล่อยออกมา ไอโอมีขนาด1ใน3 ของโลก แต่มันปล่อยพลังงานมากกว่าถึงสองเท่า
ภูเขาไฟบนไอโอลูกหนึ่งชื่อ Loki มีพลังงานมากว่าภูเขาไฟบนโลกทั้งหมดรวมกันเลยทีเดียว
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าภูเขาไฟบนโลกกับบนไอโอต่างกัน
ภูเขาไฟบนโลก เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก แต่ภูเขาไฟ บนไอโอ
เกิดจากแรงดึงดูดระหว่าง ดาวพฤหัสบดี กับดวงจันทร์ยูโรปาและแกนิมิด
หากไอโอไม่โคจรรอบดาวพฤหัสบดี ในตำแหน่ง ที่เป็นอยู่ มันก็จะไม่เกิดสภาวะภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่แต่มันคงเป็นดวงจันทร์ที่หนาวเย็นมาตั้งนานแล้ว
ยานกาลิเลโอยังตรวจพบรูขนาดใหญ่ของสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีใกล้ดวงจันทร์ไอโอ
เครื่องมือของยานแสดงว่า แกนกลางของไอโออาจเป็นเหล็ก นักวิทยาศาสตร์คิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้มันจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก
ดวงจันทร์ยูโรปาเป็นดวงจันทร์อีกดวง
ที่ทำความประหลาดใจ ให้กับ นักวิทยาศาสตร์ ก่อนยานวอยเอเจอร์ จะเดินทางไปถึง
ในปลายทศวรรษที่ 1970 กล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลกพบว่า มันมีความสว่างมากและสเปคโตรมิเตอร์ก็ชี้ว่ามันน่าจะมีน้ำ
และ เมื่อยานวอยเจอร์เข้าใกล้มันนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นมันอย่างชัดๆว่า
ยูโรปามีรอยแตก เต็มไปหมด และแทบไม่มีหลุมอุกกาบาต [Crater] เอาเสียเลย
ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พื้นผิวมันมีอายุน้อยน่าจะไม่เกินกี่สิบล้านปีเท่านั้น
ภาพจากยานกาลิเลโอ
ทำให้นักวิทยาศาสตร์เห็นพื้นผิวมันอย่างชัดเจน ยูโรปา เต็มไปด้วยรอยแตก
และสันเนิน ตัดกัน ดูยุ่งเหยิงไปหมด ภาพที่เด่นที่สุด คือบริเวณ
ที่เรียกว่าChaotic Terrain มันแตกกระจายเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็ง
ที่เคลื่อนที่ ออกไป ยังตำแหน่งใหม่ ทำให้สมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์ที่ว่า
มีมหาสมุทรอยู่ใต้พื้นผิว ยูโรปา มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งนั่นเท่ากับว่า
มันอาจมีสิ่งมีชิวิต อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ไม่รู้ว่าเปลือกของยูโรปามีความหนาเท่าใด
โมเดลแรกเชื่อว่า เปลือกยูโรปาหนา ไม่กี่กิโลเมตร โมเดลที่สองเชื่อว่ามันหนาราวสิบกิโลเมตรหรือมากกว่า
แต่ผลงานของยานกาลิเลโอก็ทำให้องค์การนาซ่า ตัดสินใจส่ง ยานอวกาศ
ไปทำการสำรวจยูโรปาใน ปี 2020
ขณะนี้ยานกาลิเลโอ
ยุติการทำการแล้วเพราะขาดการติดต่อกับภาคพื้นดิน
ฉากสุดท้ายของยานพิการ
ที่ทรหดนี้จะจบลง ด้วยการพุ่งลงสู่ชั้นบรรยากาศตามยานลูกของมันไปในวันที่
21 กันยายน ปี 2003
|