ปลายฤดูร้อน ปี 1977  ยานอวกาศขององค์การนาซ่าสองลำซึ่งสร้างโดย Jet Propulsion Laboratory [JPL] สถาบันเทคโนโลยี แคลิฟอร์เนียร์ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ณ ศูนย์อวกาศเคเนดี้  แหลมคานาเวอราล ฟลอริดา  นั่นคือยานฝาแฝด วอยเอเจอร์ [Voyagers] 
       ผลงานของวอยเอเจอร์ในช่วง 10 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 –1989 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นยุคทองของการสำรวจอวกาศ ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดขององค์การนาซ่า Charley Kohlhase อดีตผู้บริหารฝ่ายออกแบบปฎิบัติการของโครงการวอยเอเจอร์ถึงกับกล่าวว่า “ เป็นทศวรรษที่เป็นไปได้ว่าเป็นปฎิบัติการค้นพบเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ “  ภารกิจของวอยเอเจอร์คือการสำรวจดาวเคราะห์ชั้นนอก แต่วอยเอเจอร์ไม่ใช่ยานอวกาศสองลำแรกที่ไปที่นั่น ดาวเคราะห์ชั้นนอกสองดวงถูกเยี่ยมเยือนก่อนหน้าแล้วโดยยานแฝดไพโอเนียร์[Pioneer]  ไพโอเนียร์  10  ได้โคจรเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีในปี 1973  และไพโอเนียร์ 11 โคจรผ่านดาวพฤหัสบดีในปีต่อมาและเข้าใกล้ดาวเสาร์ในปี 1979 ตามลำดับ  แต่สำหรับวอยเอเจอร์แล้วทำมากกว่านั้น  ดาวเคราะห์ชั้นนอก 4 ดวง ยกเว้นดาวพลูโต คือดาวพฤหัสบดี  ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ถูกสำรวจอย่างละเอียดที่ถ้วนที่สุด พร้อมกับดวงจันทร์อีก 48 ดวง และวงแหวนของดาวเสาร์ ภาพถ่ายทั้งหมดกว่า 60,000 ภาพ เผยให้เห็น ความหลากหลาย ความสลับซับซ้อน และความงดงามเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยจินตนาการไว้ และยังเปลี่ยนแปลงความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์หลายอย่าง
      “วอยเอเจอร์ ได้ปฎิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับระบบสุริยะ และความรู้สึกที่ว่ามนุษย์สามารถทำได้สำเร็จ  เมื่อให้วอยเอเจอร์ทำงานร่วมกัน ”  บรูซ เมอร์เรย์ [ Bruce . C Murray ] ผู้อำนวยการ JPL และผู้ก่อตั้งสมาคมดาวเคราะห์ [The Planetary Society] ร่วมกับคาร์ล ซาแกน กล่าวถึงความเกียรติประวัติของวอยเอเจอร์  นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่สุดใน ปลายทศวรรษที่ 1970  และทศวรรษที่ 1980  เมื่อดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูนโคจรอยู่ในแนวเดียวกัน ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 175 ปี  มันจะทำให้ ยานอวกาศสามารถสวิงตัวไปยังดาวเคราะห์อีกดวงโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์เป็นตัวช่วย ซึ่งจะทำให้ยานใช้พลังงานและเวลาในการเดินทางน้อยลง
       วอยเอเจอร์ 1 ขึ้นสู่อวกาศในวันที่
20 สิงหาคม 1977 และตามด้วยวอยเอเจอร์ 2 ในวันที่ 5 กันยายน 1977 ในเส้นทางที่เร็วกว่า  เป้าหมายแรกเริ่มของปฎิบัติการนี้คือการสำรวจดาวเคราะห์ชั้นนอกของระบบสุริยะเพียงสองดวงคือดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์   รวมทั้งดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวเคราะห์ทั้งสอง โดยกำหนดเวลาสำรวจไว้ 4 ปี อย่างไรก็ดี ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกแบบให้วอยเอเจอร์สามารถปฎิบัติภารกิจได้มากกว่านั้นด้วย นั่นคือให้ยานวอยเอเจอร์ 2 เลยไปสำรวจ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูนโดยอาศัยแรงเหวี่ยงของดาวเสาร์  โดยยานไพโอเนียร์ 11 จะทำการทดสอบความเป็นไปได้นี้ และท้ายที่สุดให้ยานทั้งสองลำเดินทางไปยังขอบระบบสุริยะและท่องไปในแกแล็คซีทางช้างเผือก  วอยเอเจอร์ 1 เดินทางถึงดาวพฤหัสบดีในเดือนมีนาคม 1979 ก่อนหน้าวอยเอเจอร์ 2 ถึง 4 เดือน โดยเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีที่สุดที่ระยะทาง 348,890 กิโลเมตร ภาพถ่ายจำนวน  17,477 ภาพ ได้ให้ความรู้อย่างมากมายเกี่ยวกับดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์ขนาดใหญ่ 4 ดวง ของกาลิเลโอ ผลงานชิ้นโบว์แดง คือการพบว่าจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี [The Great Red Spot] นั้นมีขนาดใหญ่มากและเกิดจากพายุหมุนขนาดใหญ่หลายสิบลูกในบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี วอยเอเจอร์ 1 ยังพบวงแหวนบางๆของดาวพฤหัสบดีอีกด้วย แต่ผลงานที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตื่นตาตื่นใจที่สุดคือการค้นพบภูเขาไฟหลายแห่งที่กำลังคุกรุ่นอยู่บนดวงจันทร์ไอโอ [Io] การค้นพบนี้ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเชื่อว่าดวงจันทร์ไอโอมีอายุเก่าแก่ และมีหลุมอุกกาบาตคล้ายบนดวงจันทร์ของโลก วอยเอเจอร์ 1 ยังเผยให้เห็นสภาพทางธรณีของดวงจันทร์ แกนิมิด[Ganymede] คัลลิสโต[Callisto] และ ยูโรปา[Europa]  พื้นผิวของแกนิมิดขรุขระเป็นหลุมบ่อ  คัลลิสโตมีหลุมอุกกาบาตเก่าแก่ และยูโรปามีสันเนินเตี้ยๆที่ตัดกันยุ่งเหยิงไปหมด  นอกจากนั้นยังค้นพบดวงจันทร์ดวงใหม่ 3 ดวงของดาวพฤหัสอีกด้วย คือ Metis, Adrastea และ Thebe 

       
ภาพดาวบริวารและดาวเคราะห์บางดวงโดยการเปรียบเทียบขนาด ซึ่งแกนิมิดดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ รองลงมาคือไททันดาวบริวารของดาวเสาร์ ขณะที่ดวงจันทร์ดาวบริวารของโลกใหญ่เป็นอันดับ 4 ต่อจากไอโอดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี

        13 สิงหาคม 1979  วอยเอเจอร์ 1 เดินทางต่อไปยังดาวเสาร์  ยี่สิบเดือนต่อมาก็ถึงไททัน [Titan] ดวงจันทร์ที่ใหญที่สุดของดาวเสาร์และใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะรองจากดวงจันทร์แกนิมิดของดาวพฤหัสบดี แถมยังใหญ่กว่าดาวพุธและดาวพลูโตอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์เคยสงสัยว่าไททันอาจมีบรรยากาศและมีทะเลก๊าซมีเทนที่พื้นผิวและหวังว่าวอยเอเจอร์คงจะเห็น  แต่วอยเอเจอร์ 1 กลับพบความหนาทึบของเมฆหมอกสีส้มที่ห่อหุ้มไททันซึ่งเกินกว่าที่คาดไว้  และนี่เองได้กลายเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถมองทะลุให้เห็นพื้นผิวได้ อย่างไรก็ตามคลื่นวิทยุจากวอยเอเจอร์ 1 ซึ่งทะลุผ่านเมฆหมอกที่หนาทึบพบว่าพื้นผิวของไททันเป็นหิน ผลงานนี้ได้ทำให้นาซ่าและองค์การอวกาศยุโรปต้องส่งยานแคสสินีและยานลูกฮายเก้นไปสำรวจไททัน  หลังจากนั้นวอยเอเจอร์ก็หันไปสำรวจดาวเสาร์ วอยเอเจอร์ 1 ได้ค้นพบกระแสลมใน ชั้นบรรยากาศที่มีความเร็ว 480 กิโลเมตรต่อวินาที  พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์มีหลายสิบวง โดยโครงสร้างภายในของวงแหวนประกอบด้วยชั้นของวงแหวนย่อยๆอีกหลายพันวง วอยเอเจอร์ยังพบดวงจันทร์ใหม่ 3 ดวงของดาวเสาร์ กับหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาบนดวงจันทร์ Mimas ภารกิจของวอยเอเจอร์ 1 ที่ดาวเสาร์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 1980 หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังขอบระบบสุริยะ  


ภาพของวงแหวนดาวเสาร์ที่ถ่ายโดยยานวอยเอเจอร์ 1 แล้วย้อมสีแสดงให้เห็นชั้นย่อยๆของวงแหวนอีกนับพันวง

(บน)จุดแดงใหญ่[The Great Red Spot]และจุดขาว[White Ovals] บนบรรยากาศดาวพฤหัสบดี ถ่ายโดยยานวอยเอเจอร์ 1
                   
(ล่าง)ภาพดาวเสาร์เหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและวงแหวน ถ่ายโดยยานวอยเอเจอร์
2 วันที่ 16 พฤศจิกายน 1980

             ส่วนวอยเอเจอร์ 2 แฝดผู้น้องเพิ่งเดินทางเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีที่สุดในวันที่ 9 กรกฎาคม 1979 ที่ระยะทาง 721,670 กิโลเมตร วอยเอเจอร์ 2  ถ่ายภาพดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์จำนวน 17,050 ภาพ  วอยเอเจอร์ 2 ได้เผยความชัดเจนของวงแหวนดาวพฤหัสบดี พื้นผิวที่ราบเรียบของยูโรปา แอ่งขนาดใหญ่บนแกนิมิด และพื้นผิวของคัลลิสโตที่น่าเก่าแก่ที่สุดในระบบสุริยะ วอยเอเจอร์ 2 เดินทางต่อไปยังดาวเสาร์ในวันที่ 5 สิงหาคม1979 และเข้าใกล้ดาวเสาร์ที่สุดที่ระยะทาง 100,800 กิโลเมตร ในวันที่ 26 สิงหาคม  1981 ถ่ายภาพไว้ทั้งสิ้น 11,001 ภาพ ผลงานชิ้นสำคัญคือการค้นพบจุดไข่ขาว [White Ovals]ในบรรยากาศคล้ายกับที่เกิดกับดาวพฤหัสบดี วงแหวนของดาวเสาร์หลายหลากสี พื้นผิวที่มีอายุไม่มากนักของดวงจันทร์ Enceladus  ภาพดวงจันทร์ Phoebe ซึ่งน่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ดาวเสาร์จับเข้ามาเป็นบริวาร และค้นพบดวงจันทร์ใหม่ 7 ดวง คือ  Atlas, Prometheus, Pandora, Epimetheus, Telesto ,Calypso และ Helene  เมื่อภารกิจสำรวจดาวเสาร์เสร็จสิ้น วอยเอเจอร์ 2 ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังขอบระบบสุริยะเหมือนแฝดผู้พี่ นักวิทยาศาสตร์ได้ขยายภารกิจให้ไปสำรวจดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนต่อไป โดยวอยเอเจอร์ 2 อาศัยแรงเหวี่ยงของดาวเสาร์มุ่งหน้าไปยังดาวยูเรนัส  ดาวเคราะห์ดวงที่ 7 ที่ผิดแผกไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีหันขั้วด้านหนึ่งไปยังดวงอาทิตย์ตลอดเวลา วอยเอเจอร์ 2 เดินทางถึงดาวยูเรนัสในเดือนมกราคม 1986  ถ่ายภาพไว้ทั้งสิ้น 6,538 ภาพ  


(ซ้าย) วอยเอเจอร์ถ่ายภาพดาวเนปจูนก่อนหน้าที่ยานจะเข้าใกล้ดาวดวงนี้ที่สุด 4 วัน 20 ชั่วโมง จะเห็นจุดมืดใหญ่[The Great Dart Spot] และแถบสว่างสีขาวคล้ายเมฆเซอร์รัส
(ขวา) ภาพดวงจันทร์ triton ดาวบริวารดวงใหญ่ของเนปจูน โลกที่เย็นที่สุดในระบบสุริยะ

         วอยเอเจอร์ 2 ค้นพบโครงสร้างของบรรยากาศสนามแม่เหล็กวงแหวนใหม่สองวงของดาวยูเรนัส ดวงจันทร์ขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16-95 ไมล์ 10 ดวง คือ Cordelia ,Ophelia, Bianca, Cressida, Desdemona, Juliet, Portia, Rosalind, Belinda  และ Puck  ซึ่งตั้งชื่อจากตัวละครในผลงานของ เช็กสเปียร์และ โป้ป ดวงจันทร์ 1 ใน 5 ดวงที่รู้จักกันดีชื่อ มิแรนดา[Miranda] ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 290 ไมล์ ซึ่งอยู่ใกล้ดาวยูเรนัสที่สุดทำความพิศวงให้นักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก พื้นผิวของมิแรนดาไม่เหมือนดวงจันทร์ใดๆในระบบสุริยะเอาเสียเลย  คือมีทั้งเก่าและใหม่ผสมกันและคล้ายกับว่าพื้นผิวแตกกระจายเป็นชิ้นๆ และยังมีหน้าผาที่สูงถึง 20 กิโลเมตร วอยเอเจอร์ 2 เดินทางต่อไปยังดาวเนปจูนดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของระบบสุริยะในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 และเข้าใกล้ดาวดาวเนปจูนที่สุดที่ระยะทาง 29,240 กิโลเมตร ในวันที่  25 สิงหาคม 1989 ถ่ายภาพจำนวนทั้งสิ้น 9,840 ภาพ นักวิทยาศาสตร์ต้องประหลาดใจกับดาวดวงนี้เมื่อวอยเอเจอร์ 2พบว่ามีกระแสลมที่พัดแรงด้วยความเร็วถึง 700 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าเนปจูนจะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์น้อยที่สุดก็ตาม พบจุดมืดใหญ่ [Great Dark Spot ]ในบรรยากาศขนาดเท่าเส้นผ่าศูนย์กลางของโลก สนามแม่เหล็กและวงแหวน 5 วง เมฆสว่างสีขาวคล้ายกับเมฆเซอร์รัส และพบดวงจันทร์ใหม่ 6 ดวง คือ Naiad, Thaiassa, Despina, Galatea, Larissa และ Proteus ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ไทรทัน[Triton] เปรียบเสมือนโบนัสของนักวิทยาศาสตร์  วอยเอเจอร์ 2 เผยให้เห็นโลกน้ำแข็งที่เย็นที่สุดในระบบสุริยะซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าไทรทันเป็นเทหวัตถุที่ถูกเนปจูนจับมาเป็นบริวารหรือไม่  วอยเอเจอร์ 2 สิ้นสุดการสำรวจดาวเนปจูนในในวันที่ 2 ตุลาคม 1989  หลังจากนั้นในวันขึ้นปีใหม่ปี  1990 ก็ออกเดินทางไปยังขอบระบบสุริยะเช่นเดียวกับวอยเอเจอร์ 1 ในภารกิจที่เรียกว่า Voyager Interstellar Mission[VIM] การสำรวจบริเวณที่อิทธิพลของดวงอาทิตย์เหลือน้อย และห้วงอวกาศที่ไกลออกไปเท่าที่พลังงานของวอยเอเจอร์เหลืออยู่เป้าหมายแรกคืออาณาเขตที่เรียกว่า Termination Shock  บริเวณที่ลมสุริยะลดความเร็วจากระดับ Supersonic เป็นระดับ Subsonic [จากหลายล้านไมล์ต่อชั่วโมงเหลือเพียง 250,000 ไมล์]  เป้าหมายที่สองคืออาณาเขตที่เรียกว่า Heliopause  อยู่ระหว่างระบบสุริยะกับ Interstellar Space หรือจุดเริ่มต้นของ Interstellar Space ขอบเขตที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์มีจำกัด


จานรับสัญญาณเครือข่ายดีฟสเปซที่โกลสโตน 
แคลิฟอร์เนียร์ มีความสามารถติดตามยานอวกาศ
ที่อยู่ไกลจากโลกถึง
10 พันล้านไมล์

          การสำรวจจะใช้เครื่องมือ 5 อย่าง คือ เครื่องมือสำรวจสนามแม่เหล็ก [Magnetic Field Investigation] เครื่องมือสำรวจอนุภาคพลังงานต่ำ [Low Energy Charged Particle  Investigation] เครื่องมือสำรวจพลาสมา[Plasma Investigation] เครื่องมือสำรวจรังสีคอสมิค[Cosmic Ray Investigation] และเครื่องมือสำรวจคลื่นพลาสมา[Plasma Wave Investigation] “25 ปีผ่านไป ยานวอยเอเจอร์ยังเดินทางอย่างทรงพลัง” เอ็ดวาร์ด สโตน[Edward Stone] นักวิทยาศาสตร์โครงการวอยเอเจอร์กล่าวและว่า “บางทีภายใน 3 ปีข้างหน้าวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางถึง Termination Shock และ 5 – 20 ปี ก็จะเดินทางถึง Heliopause แต่นั่นต้องแข่งกับเวลา และหากทำได้ วอยเอเจอร์อาจจะส่งข้อมูลไม่เพียงเฉพาะ  Heliopause แต่บางทีเราจะได้รับข้อมูลสภาพแวดล้อมของ Interstellar Space คืออนุภาคที่มาจากดาวฤกษ์ดวงอื่น“ ขณะนี้วอยเอเจอร์ 1 อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ 85 AU [ 1 AU เท่ากับระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์] ในตำแหน่งเหนือระนาบโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ 35 องศา เดินทางด้วยความเร็ว 3.6 AUต่อปี  และวอยเอเจอร์ 2 อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์  68  AU ในตำแหน่งใต้ระนาบโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ 48 องศา เดินทางด้วยความเร็ว 3.3 AU ต่อปี วอยเอเจอร์ทั้งสองลำยังคงส่งข้อมูลด้วยสัญญาณอ่อนๆมายังโลกผ่านทางจานรับสัญญาณเครือข่ายดีฟสเปซ [Deep Space Network] ที่แคลิฟอร์เนียร์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสเปน และทุกๆ 3 เดือนหรือมากกว่านั้นศูนย์ควบคุมจะสั่งการวอยเอเจอร์โดยใช้สัญญาณวิทยุ แต่มันช่างเป็นการโต้ตอบระหว่างกันที่แสนเชื่องช้าเพราะระยะทางที่แสนไกล วอยเอเจอร์ 1 นั้นต้องใช้เวลา 23 ชั่วโมง และวอยเอเจอร์ 2  ใช้เวลา 18.5 ชั่วโมง

         
แผ่นบันทึกที่เรียกว่า
Gold –Plated 
Copper Disk
ซึ่งมีอยู่บนยานวอยเอเจอร์ทั้ง 2 ลำ 

           วอยเอเจอร์ทั้งสองลำมีพลังงานที่จะใช้ได้ต่อไปอย่างน้อยที่สุดถึงปี 2020 พลังงานของวอยเอเจอร์มาจากเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่เรียกว่า Redioisotope Thermoelectric Generators [RTGs] ซึ่งใช้พลูโตเนียม[Plutonium]เป็นตัวสร้างพลังงาน  ในช่วงแรกที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ RTGs ให้พลังงานไฟฟ้า 470 วัตต์ จนถึงปี 2001 พลังงานไฟฟ้าของวอยเอเจอร์ 1 ลดลงเหลือ 315 วัตต์ และวอยเอเจอร์ 2  เหลือ 319 วัตต์ ดังนั้นเพื่อให้เครื่องมือทั้ง 5 อย่างปฎิบัติงานได้จนถึงปี 2020  นักวิทยาศาสตร์จะปิดอุปกรณ์บางอย่างเป็นระยะๆ เพื่อให้วอยเอเจอร์มีพลังงานไฟฟ้าเพียงพอสำหรับช่วงเวลาการสำรวจบริเวณ Termination Shock และ Heliopause  หลังจากนั้นพลังงานไฟฟ้าของวอยเอเจอร์จะหมดลงและสิ้นสุดภารกิจ VIM ต่อจากนั้น  วอยเอเจอร์จะเดินทางออกนอกระบบสุริยะนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกราว 40,000 ปีวอยเอเจอร์ทั้งสองลำจะเดินทางถึงเมฆอ๊อด[Oort Cloud]ถิ่นที่อยู่ของดาวหางนับล้านล้านดวง วอยเอเจอร์ 1 จะอยู่ไกล 1.6 ปีแสงจากกลุ่มดาวอูฐลายเสือ [Constellation Camelopardalis] และอีก 250,000 ปีหลังจากนั้น วอยเอเจอร์ 2 จะเดินทางผ่าน ดาวซีริอุส[Sirius] ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดที่ระยะทาง 4.3 ปีแสง วอยเอเจอร์จะท่องไปในแกแล็คซีทางช้างเผือกในฐานะฑูตของชาวโลกที่นำเรื่องราวของมนุษย์ชาติและมิตรไมตรีไปยังเพื่อนร่วมแกแล็คซี  แผ่นบันทึกเสียงและภาพสีทอง[Golden Record]หรือ Gold –Plated Copper Disk บนวอยเอเจอร์ทั้งสองลำบันทึกเรื่องราวทั้งภาพและเสียงเกี่ยวกับโลกของเรา โดยหวังว่าสักวันหนึ่งอาจมีสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงในดาวดวงอื่นมาพบและแปลงสัญญานได้และจะค้นหาแหล่งกำเนิดของมัน  Golden Record  มีภาพทั้งสิ้น 116 ภาพ อาทิเช่น สะพานโกลเด้น เกท กำแพงเมืองจีน มนุษย์อวกาศ สำหรับเสียงนั้น มีทั้งเสียงจากธรรมชาติและเสียงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา อาทิเช่น เสียงลิงซิมแปนซี เสียงรถไฟ เสียงพายุฝน นอกจากนั้นยังมีคำทักทายจากชาวโลกอีก 55 ภาษา หนึ่งในนั้น คือ จิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น มีความตอนหนึ่งว่า “นี่คือการนำเสนอจากโลกเล็กๆที่ห่างไกล ด้วยหลักฐาน เสียง  วิทยาศาสตร์ ภาพ ดนตรี ความคิด และความรู้สึก เราพยายามที่จะอยู่รอดในเวลาของเราเพื่อเราจะอยู่ในเวลาของท่าน เราหวังว่าวันหนึ่งเมื่อได้แก้ไขปัญหาที่เราเผชิญอยู่ลุล่วงแล้ว เราจะได้ร่วมในชุมชนอารยธรรมแกแล็คซี เครื่องบันทึกนี้แสดงถึงความหวังและความตั้งใจของเราและความปรารถนาดีในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลและน่าเกรงขาม “ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงจะมาเจอวอยเอเจอร์เมื่อใด บางทีมันอาจจะยาวนานจนกระทั่งดวงอาทิตย์ของเรากลายเป็นดวงยักษ์แดงและได้ทำลายสิ่งมีชีวิตบนโลกจนหมดสิ้นไปแล้วก็ได้  หรือมันไม่มีวันจะพบกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงในจักรวาลเพราะมีเฉพาะโลกของเราเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร วอยเอเจอร์ก็จะยังท่องไปในจักรวาลอีกนานแสนนาน

ภาพแสดงตำแหน่งของยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำ Termiation Shock ซึ่งอยู่ไกลประมาณ 80-90 AU Heliopause ซึ่งอยู่ไกลประมาณ 90-130 AU

   บัณฑิต คงอินทร์

 
ติดต่อชมรมนักดูดาวสมัครเล่น : > darasartclub@yahoo.com
ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : > webmaster@darasart.com