ดาวอังคาร ดาวเคราะห์ที่มนุษย์ให้ความสนใจมากที่สุด  แม้กระทั้งช่วงที่ดาวอังคารใกล้โลกล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 อาจจะไม่ใช่วันที่ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดแต่มนุษย์ก็ยังให้ความสนใจมันอยู่
    ปัจจุบันนี้ แม้ดาวอังคารจะอยู่ห่างจากโลกไปไกลทุกทีตามแนววงโคจร แต่ดาวอังคารก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ ซึ่งในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ พศ.2551 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับดาวอังคารน่าสนใจอยู่ 2 เรื่องคือ

    1)   ดวงจันทร์บังดาวอังคาร (Occultation) คืนวันที่ 10 พฤษภาคม
    2)   ดาวอังคารเฉียดเข้าไปในกระจุกดาวเปิด M44 คืนวันที่ 22 พฤษภาคม

            ดวงจันทร์บังดาวอังคาร (Occultation) คืนวันที่ 10 พฤษภาคม

     แนวเส้นสุริยะวิถี หรือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Ecliptic" นอกจากจะหมายความถึงแนวที่เห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวต่างๆบนท้องฟ้า ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า "จักราศี (Zodiac)" ยังมีความหมายถึง "การบังกัน" อีกด้วย เพราะวัตถุในระบบสุริยะส่วนใหญ่จะมีแนววงโคจรใกล้เคียงกับแนวเส้นอิคลิปติค รวมถึงดวงจันทร์บริวารของโลกด้วย

     แนววงโคจรของวัตถุในระบบสุริยะที่ทำมุมกับเส้นอิคลิปติค

  ดาวพุธ     7 องศา
  ดาวอังคาร  1.8  องศา
  ดาวเสาร์    2.8 องศา
  ดาวเนปจูน   1.7 องศา
  ดวงจันทร์    5 องศา
 
  ดาวศุกร์    3.4 องศา
  ดาวพฤหัสบดี   1.3 องศา
  ดาวยูเรนัส    0.76 องศา
  ดาวพลูโต    17.1 องศา

 

     จากตารางข้างบนจะเห็นว่า วัตถุในระบบสุริยะมีแนววงโคจรใกล้เคียงกับแนวเส้นสุริยะวิถี ยกเว้นดาวพลูโตเท่านั้นที่เอียงทำมุมมากที่สุด
     ดังนั้นเมื่อแนวโคจรของวัตถุเหล่านั้นใกล้เคียงกัน จึงมีโอกาสที่วัตถุเหล่านั้นจะบังกันด้วยเช่นกัน การบังกันมีหลายความหมาย อย่างเช่น วัตถุเล็กบังวัตถุใหญ่ เช่น ดาวเคราะห์ชั้นในบังดวงอาทิตย์ เราจะเรียกว่า ทรานซิท (Transit)  หรือดาวบริวารบังดาวแม่ เราก็เรียกว่า ทรานซิท เช่น ดวงจันทร์กาลิเลียนทรานซิทดาวพฤหัส  เป็นต้น 
     อีกกรณีหนึ่งคือ วัตถุใหญ่บังวัตถุเล็ก เช่น ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์  หรือ ดวงจันทร์บังดาวฤกษ์ เราก็มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Occultation หรือแม้กระทั่งดาวเคราะห์บังดาวฤกษ์เราก็เรียกว่า Occultation เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์บังดาวหัวใจสิงห์ (Regulus)   แต่กรณีที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า อุปราคา (Eclipses) ซึ่งคำว่า อุปราคา มีความหมายว่า วัตถุอันหนึ่งสร้างเงาไปปรากฏบนอีกวัตถุหนึ่ง เช่น ดวงจันทร์สร้างเงาไปปรากฏบนโลก เราเรียก สุริยุปราคา  หรือ โลกสร้างเงาไปปรากฏบนดวงจันทร์ซึ่งเราเรียก จันทรุปราคา  หรือกรณีที่ดวงจันทร์กาลิเลียนทรานซิทดาวพฤหัส ถ้าสร้างเงาไปปรากฏบนดาวแม่ด้วยเราก็เรียก อุปราคา เช่นกัน
    
สำหรับในคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 จะเกิดปรากฏการณ์ Mars Occultation  หรือ ดวงจันทร์บังดาวอังคาร ซึ่งสามารถมองเห็นได้เฉพาะเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ซึ่งครอบคลุมประเทศไทยทั้งประเทศ ตามรูป                               
               

                       
       ภาพจากเว็บไซด์ http://de.geocities.com/the_astronomical_pocket_diary/apd2001-20xx-occultations.html

      ดวงจันทร์ในคืนวันที่ 10 พฤษภาคม มีอายุขึ้น 6 ค่ำ หรือเกือบๆครึ่งดวงแรก (First Quarter) กำลังอยู่ในกลุ่มดาวปู (Cancer) ซึ่งในช่วงหัวค่ำของเย็นวันนั้น จะเห็นดวงจันทร์อยู่เกือบกลางศีรษะ และจะค่อนไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ เมื่อใกล้เกิดปรากฏการณ์ และจะเห็นดาวสว่างสีสัมอยู่ใกล้ดวงจันทร์ทางด้านมืด นั่นคือดาวอังคาร 
     ดาวอังคารช่วงนั้นมีความสว่างเพียง 1.31 ขนาดความกว้างเชิงมุม 5.5 arcsec และอยู่ไกลจากโลกราว 250 ล้านกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ดาวอังคารใกล้โลกล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2550 คือ 16 arcsec หรือ ราว 1 ใน 3 ซึ่งมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ กล้องขนาดเล็กหรือกล้องสองตาจะเห็นเพียงแค่จุดสว่างสีส้ม กำลังค่อยๆหายไปด้านหลังดวงจันทร์ด้านมืดช่วงเวลา 21.55 น. เป็นต้นไป  และ จะออกมาทางด้านสว่างของดวงจันทร์เวลา 22.42 น. (เวลาจะแตกต่างกันเล็กน้อยสำหรับผู้สังเกตที่อยู่ต่างสถานที่กัน) 



                         
 

 

                            ดาวอังคารเฉียดเข้าไปในกระจุกดาวเปิด M44

        กระจุกดาว M44  หรือกระจุกดาวรวงผึ้ง เป็นกระจุกดาวเปิดซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวปู (Cancer) เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักราศี ซึ่งแนวเส้นสุริยะวิถีผาดผ่าน นั่นคือดวงอาทิตย์จะมาอยู่บริเวณนี้ราวกลางเดือนกรกฏาคม กระจุกดาวนี้ไม่ได้อยู่ในแนวเส้นสุริยะวิถีพอดี จะห่างออกมาราว 1 องศา แต่ก็อยู่ในช่วงที่ดาวเคราะห์หลายดวงสามารถผ่านเข้ามาบังได้โดยมีกระจุกดาวเปิดนี้อยู่เป็นฉากหลัง เช่น ดาวพฤหัสผ่าน M44 เมื่อเดือนมีนาคม 2546 หรือ ดาวเสาร์ผ่าน M44 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2549 เป็นต้น
 

                        
           
    M44  ภาพโดย Tom Bash และ John Fox จาก  http://www.noao.edu

    กระจุกดาว M44 หรือ NGC 2632 เป็นกระจุกดาวเปิดขนาดใหญ่ในกลุ่มดาวปู (บริเวณกระดองปู) มีชื่อเรียกว่า กระจุกดาวรวงผึ้ง (Beehive Cluster) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Praesepe (เปรล-เซป-เป้) เป็นภาษาลาติน แปลว่า รางหญ้า เราสามารถมองเห็น M44 ได้ด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้าที่มืดสนิท ซึ่งจะมองเห็นเป็นฝ้าขาวๆคล้ายเนบิวล่า มีความกว้างราว 94.5 arcmin หรือเกือบสองเท่าของขนาดความกว้างเชิงมุมของดวงจันทร์  มีความสว่างปรากฏ 3.7 และอยู่ห่างจากโลก 577 ปีแสง เป็นกระจุกดาวที่มีอายุราว 750 ล้านปี ประกอบด้วยดาวฤกษ์หลายประเภทเช่น ยักษ์แดง แคระขาว ดาวสว่างๆจะเป็นพวกดาวคลาส A, F และ G มีดาวฤกษ์รวมรวมอยู่ประมาณ 200 ถึง 350 ดวง แผอาณาเขตกว้างราว 10 ปีแสง
 

      หลังปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวอังคารไปแล้ว 12 วัน  ดวงจันทร์ซึ่งอายุแรม 3 ค่ำ จะไปปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งจะขึ้นขอบฟ้าเวลา 20.41 น. ทำให้ในช่วงหัวค่ำหลังอาทิตย์ตกไปแล้ว ทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก จะเห็นกลุ่มดาวปู และมีดาวสว่างสีส้มอยู่ใกล้ๆ สูงจากขอบฟ้าราว 45 องศา และไม่มีแสงจันทร์รบกวน       
                        


      ดาวอังคารจะอยู่ในกระจุกดาวนี้ตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 24  พฤษภาคม ซึ่งวันที่ 23 เป็นช่วงที่อยู่ใกล้ที่สุด และจะออกห่างจากกระจุกดาวนี้ทางทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ การสังเกตปรากฏการณ์ควรใช้กล้องมุมกว้างๆ เช่น กล้องสองตา หรือ กล้องดูดาวที่มีกำลังขยายน้อยๆ ราว 25 ถึง 30 เท่า เพื่อให้ได้ฟิลด์ของภาพกว้าง 1 ถึง 2 องศาให้ครอบคลุมพื้นที่ของกระจุกดาวไว้จะทำให้มองเห็นภาพได้สวยมาก  หากใช้กำลังขยายมากจะเห็นเพียงดาวอังคารและมีดาวเป็นฉากหลังน้อยเกินไป ประกอบกับความสว่างของดาวอังคารไม่ได้มากมายที่จะกลบความสว่างของดาวฤกษ์ฉากหลัง เหมือนเมื่อครั้งที่ดาวพฤหัส หรือ ดาวเสาร์ ผ่าน ทำให้เหมือนเราได้มองเห็นดาวส้มปรากฏอยู่ทามกลางหมู่ดาวนับร้อยๆที่อยู่เป็นฉากหลัง



 Skywatcher : รายงาน


ติดต่อดาราศาสตร์แฟนคลับ : > darasartclub@yahoo.com