|
ดาวพุธ (Mercury)
ดาวเคราะห์วงในสุดของระบบสุริยะที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเร็วที่สุด
มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์สั้นมากเพียง
88 วัน
ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งของดาวพุธจากซีกหนึ่งของดวงอาทิตย์ไปอีกซีกหนึ่งกินเวลาเพียง
44 วันหรือราวเดือนครึ่ง
เราจะมองเห็นดาวพุธได้ในระดับต่ำทางของฟ้าตะวันออกหรือขอบฟ้าตะวันตกเท่านั้น
ตำแหน่งที่เราสามารถมองเห็นดาวพุธได้ดีที่สุดคือตำแหน่งที่เรียกว่า
Greatest Elongation
หรือตำแหน่งสูงสุดทางปีกของดวงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่สองตำแหน่งคือ
1) Greatest Elongation
West (GEW) หรือสูงสุดทางขอบฟ้าซีกตะวันออกจะเห็นได้ก่อนรุ่งเช้า
2) Greatest Elongation East
(GEE) หรือสูงสุดทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกเห็นได้หลังอาทิตย์ตก
ซึ่งจะทำให้ดาวพุธอยู่สูงสุดบนขอบฟ้าได้ราว 28 องศา
(แต่ในความเป็นจริงเราเห็นดาวพุธได้สูงไม่เกิน 17 องศา
เนื่องจากต้องรอให้แสงอาทิตย์อ่อนไปเสียก่อน)
ทั้งสองตำแหน่งจะทิ้งระยะเวลาห่างกันราวเดือนครึ่ง
โดยที่ดาวพุธจะมีความสว่างสูงสุด -0.45
ตำแหน่งที่เราไม่สามารถมองเห็นดาวพุธได้มีอีก
2 ตำแหน่ง คือ
1) Inferier conjunction
หรือตำแหน่งหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือทำให้ดาวพุธมีโอกาส
Transit ดวงอาทิตย์ด้วยแต่ก็ไม่ทุกครั้ง
ดาวพุธจะมีขนาดเชิงมุมสูงสุด 12 arcsec
หรือ 1 ส่วน 6000 เท่าของดวงจันทร์
เมื่ออยู่ใกล้โลกหรือที่ตำแหน่ง inferier
conjunction นี้เอง และ
2) ตำแหน่ง
Superier conjunction หรือตำแหน่งด้านหลังดวงอาทิตย์ ก็เป็นตำแหน่งที่เราไม่เห็นดาวพุธเช่นกัน
และเป็นตำแหน่งที่ดาวพุธอยู่ห่างจากโลกที่สุด
และมีขนาดเชิงมุมเล็กสุดกว้างราว 5 arcsec
เท่านั้น
ดังนั้นการเลือกใช้กำลังขยายของกล้องดูดาวสูงสุดที่ 300 เท่า
จะช่วยให้เห็นดาวพุธมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียง 1 ใน 50
ส่วนของฟิลด์ภาพเท่านั้น
|
|
ดาวศุกร์(Venus) ดาวเคราะห์วงในอีกดวงที่มีเราจะเห็นได้เพียงทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก
หรือ ตะวันตก เท่านั้นแบบเดียวกับดาวพุธ มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์
224 วันครึ่ง หรือราว 7 เดือนครึ่ง
น้อยกว่าโลกของเราเล็กน้อย ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งจากซีกด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์ไปอีกซีกด้านหนึ่งนั้นค่อยข้างนานเมื่อเทียบกับตำแหน่งของโลก
กินเวลาราวๆ 9 เดือนครึ่งแตกต่างจากดาวพุธ ทำให้ใน 1
รอบปี ดาวศุกร์มีการเปลี่ยนตำแหน่งน้อยครั้งกว่าดาวพุธ และเช่นเดียวกับดาวพุธตำแหน่งที่เราจะเห็นดาวศุกร์ได้ดีที่สุดคือตำแหน่ง
Greatest Elongation
หรือตำแหน่งสูงสุดทางปีกของดวงอาทิตย์
แต่ดาวศุกร์มีตำแหน่งมุมบนขอบฟ้าสูงกว่าดาวพุธคืออยู่ได้สูงสุด 48 องศา
ดาวศุกร์มีการเปลี่ยนตำแหน่งช้า ทำให้เราสามารถเห็นดาวศุกร์บนท้องฟ้าได้ก่อนตำแหน่ง
Greatest Elongation และหลังจากผ่านตำแหน่ง
Greatest Elongation
ไปแล้ว ทำให้เราเห็นดาวศุกร์อยู่บนขอบฟ้าแต่ละด้านได้นานราว
7-9 เดือน
ตำแหน่ง
Greatest Elongation
West หรือ สูงสุดทางขอบฟ้าซีกตะวันออก
จะเห็นได้ก่อนรุ่งเช้า เราเรียกดาวศุกร์ช่วงนี้ว่า
ดาวประกายพฤก(Morning Star)
ตำแหน่ง
Greatest Elongation East
หรือ สูงสุดทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกเห็นได้หลังอาทิตย์ตก
เราเรียกดาวศุกร์ช่วงนี้ว่า ดาวประจำเมือง
(Evening Star)
ดาวศุกร์มีความสว่างสูงสุดบนท้องฟ้าที่ -4.38
และเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างอันดับหนึ่งบนท้องฟ้าด้วย
ตำแหน่งที่เราไม่สามารถมองเห็นดาวศุกร์ได้มีอีก
2 ตำแหน่งเช่นเดียวกับดาวพุธ คือ
ตำแหน่ง Inferier conjunction
หรือ ตำแหน่งหน้าดวงอาทิตย์ เป็นตำแหน่งที่น่าสนใจอีกอย่างของดาวศุกร์
ด้วยขนาดเชิงมุมที่ใหญ่ถึง 58 arcsec
ซึ่งใหญ่กว่าดาวพุธประมาณ 5 เท่า
ทำให้เราเห็นทรานซิทดาวศุกร์ได้เด่นชัดกว่าดาวพุธ แต่Transit
ของดาวศุกร์เกิดขึ้นได้ยากกว่าดาวพุธ
ตำแหน่ง
Superier conjunction หรือ ตำแหน่งด้านหลังดวงอาทิตย์
โดยจะทิ้งระยะห่างกัน 9 เดือนครึ่ง
เฟสของดาวศุกร์และดาวพุธ
จะมีลักษณะเว้าแหว่งคล้ายกับเสี้ยวของดวงจันทร์เมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์
เฟสของดาวศุกร์และดาวพุธจะเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งของดาวเคราะห์บนวงโคจร
ขณะที่ดาวเคราะห์อยู่ในตำแหน่ง Greatest Elongation
เฟสของดาวเคราะห์จะมีลักษณะเป็นเสี้ยวเกือบครึ่งดวง โดยจะหันด้านสว่างเข้าหาดวงอาทิตย์
เสี้ยวของดาวเคราะห์จะบางลงเรื่อยๆเมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์แต่ขนาดเชิงมุมจะใหญ่ขึ้น
ในทางกลับกันเสี้ยวของดาวเคราะห์จะใหญ่ขึ้นเมื่อเคลื่อนที่ไปด้านหลังดวงอาทิตย์หรือกำลังออกจากดวงอาทิตย์ แต่ขนาดเชิงมุมจะเล็กลงไปด้วย

เฟสของดาวเคราะห์วงใน (ดาวพุธ ดาวศุกร์) เมื่อมองจากโลก
 |
 |
ตำแหน่งสูงสุดทางขอบฟ้าตะวันออก
ของดาวพุธและดาวศุกร์
Greatest Elongation
West |
ตำแหน่งสูงสุดทางขอบฟ้าตะวันตก
ของดาวพุธและดาวศุกร์
Greatest Elongation
Eest |
|
ดาวอังคาร (Mars)
ดาวเคราะห์วงนอกดวงแรกที่อยู่ถัดจากโลกไปมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1
ปี 11 เดือน ทำให้ตำแหน่งของดาวอังคารเปลี่ยนกลุ่มดาวไปเรื่อยๆ
เราจึงมีโอกาสเห็นดาวอังคารตามแนวเส้นสุริยะวิถีตลอดแนวจากขอบฟ้าตะวันออกไปขอบฟ้าตะวันตก
ต่างจากดาวพุธดาวศุกร์ที่เราจะเห็นได้แค่เพียงขอบฟ้าเท่านั้น
สิ่งที่เราสนใจมองจากดาวอังคารคือ
ขั้วน้ำแข็งและแถบพายุฝุ่นสีดำ
เนื่องจากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ซึ่งใสสามามารถมองทะลุผ่านได้ดี
จึงเห็นพื้นผิวของดาวอังคารได้
จนเป็นที่น่าสนใจมาตั้งแต่ยุคสมัยที่เริ่มมีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นใช้
ซึ่งตำแหน่งของดาวอังคารที่เหมาะจะดูก็ช่วงตำแหน่ง
Opposition
ตำแหน่ง Opposition
จะเป็นตำแหน่งที่ดาวเคราะห์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
โดยมีโลกของเราอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์
นั่นคือจะเป็นตำแหน่งที่ดาวอังคารอยู่ใกล้โลกที่สุด
โดยมีระยะทางใกล้สุดประมาณ 55 ล้านกิโลเมตร ซึ่งบันทึกไว้เมื่อ 22
สิงหาคม พศ.2467
แต่ระยะห่างนี้จะเปลี่ยนแปลงเพราะวงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรี
ล่าสุดการเข้าใกล้ของดาวอังคารที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พศ.2546
และหลังจากนั้นตำแหน่ง Opposition
ของดาวอังคารก็ไม่มีตำแหน่งใดที่ใกล้แบบนี้อีกจนกว่าจะถึงปี พศ.2561
ดังนั้นช่วงนี้ถ้าดาวอังคารมาอยู่ที่ตำแหน่ง
Opposition อีกก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่เพราะอยู่ไกลพอสมควร
|
|
ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)
ดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่ มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา
11 ปี 11
เดือน หรือ ราว 12 ปี ทำให้ดาวพฤหัสมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปอย่างช้าๆปีละ 1 จักราศี
ตำแหน่งที่เราจะสังเกตดาวพฤหัสที่ดีที่สุดก็คือตำแหน่ง
Opposition เช่นกัน
แม้ตำแหน่งนี้จะเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย
แต่สำหรับดาวเคราะห์ชั้นนอกที่อยู่ไกลๆจะมีผลของเรื่องความแตกต่างของระยะห่างน้อยมากจนเกือบตัดทิ้งไปได้
สิ่งที่เราสนใจในตำแหน่ง Opposition
อีกเรื่องก็คือ เป็นช่วงที่ดาวเคราะห์อยู่บนท้องฟ้านานที่สุด
โดยปกติจะปรากฏสว่างสุกใสให้เห็นทางขอบฟ้าตะวันออกตั้งแต่หัวค่ำ และ
ตกลับฟ้าทางทิศตะวันตกใกล้รุ่งเช้า
ทำให้ดาวเคราะห์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้านานเกือบ 12 ชั่วโมง
ดาวพฤหัสมีสิ่งที่เราสนใจมองผ่านกล้องดูดาวก็คือ จุดแดงยักษ์
(Great Res Spot) หรือ
GRS ซึ่งเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ
มีขนาดราว 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก
GRS
จะมีลักษณะเป็นจุดสีแดงเข้มแต่เห็นได้ยากจากกล้องขนาดเล็ก
บางครั้งอาจจะต้องใช้ฟิลเตอร์สีช่วย
GRS
มีการเปลี่ยนไปตามการหมุนรอบตัวเองของดาวพฤหัสทุกๆ 10 ชั่วโมงโดยประมาณ
ดังนั้นการสังเกตจะต้องหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย
ดวงจันทร์กาลิเลียน หรือ ดวงจันทร์ 4
ดวงใหญ่ของดาวพฤหัส คือ ไอโอ ยูโรป้า แกนิมีด และ คาลิสโต
ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากกล้องดูดาวขนาดเล็กที่มีกำลังขยายตั้งแต 30
เท่าขึ้นไป สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงจันทร์ทั้ง
4 ซึ่ง ไอโอ และ ยูโรป้า
ดวงจันทร์วงในสุดจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่เร็วมาก
|
|
|
|
ดาวเสาร์ (Saturn)
ดาวเคราะห์วงนอกลำดับถัดมาต่อจากดาวพฤหัส และเป็นดาวเคราะห์ดวงสุดท้ายที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 29.5 ปี
จึงมีการเปลี่ยนตำแหน่งในกลุ่มดาวจักราศีอย่างช้าประมาณ 2 ปี ต่อ 1
จักราศีขึ้นอยู่กับอาณาเขตของจักราศีกว้างแค่ไหน
ตำแหน่ง Opposition
ของดาวเสาร์ก็เช่นเดียวกันเป็นตำแหน่งที่ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกโดยเฉลี่ยนประมาณ
8 au.
ซึ่งไกลพอสมควรทำให้ความแตกต่างของวงรีสามารถตัดทิ้งได้
สิ่งที่เราสนใจดูจากดาวเสาร์คือ วงแหวน
ซึ่งเป็นองค์ประกอบของก้อนหิน ฝุ่นและก้อนน้ำแข็ง ที่หนาเพียง 10
กิโลเมตร แต่มีรัศมีกว้างหลายแสนกิโลเมตร
มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงได้ดี ทำให้มองเห็นได้จากบนโลก
ซึ่งกล้องโทรทรรศน์คุณภาพดีๆจะสามารถแยกออกได้เป็น 3 ชั้นจากทั้งหมด 7
ชั้น
เนื่องจากดาวเสาร์มีแกนหมุนเอียงทำมุม 26.7
องศากับแนวดิ่งที่ตั้งฉากระนาบโคจรรอบดวงอาทิตย์
ทำให้ระนาบของวงแหวนที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรเอง
26.7 องศาไปด้วย
ซึ่งความสว่างของดาวเสาร์เมื่อมองจากโลก
จะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามระนาบของวงแหวนที่เอียงมาหาโลก
โดยความสว่างของดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลง
อยู่ระหว่างแมคนิจูด
-0.3 ถึง +0.8


ด้วยเหตุที่ระนาบของวงแหวนเอียงตามแกนเอียงของดาวเสาร์
เมื่อดาวเสาร์โคจรไปรอบดวงอาทิตย์
ระนาบของวงแหวนเมื่อมองจากโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ซึ่งจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้เนื่องจากวงแหวนมีความหนาน้อยมาก
(10 ไมล์)
ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์วงแหวนหาย (the ring
edge-on) จะเกิดขึ้นทุกๆ
ครึ่งรอบของการโคจรรอบดวงอาทิตย์หรือ
ราว 14 ปี ต่อครั้ง
ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี
พศ.2538 (คศ.1995)
และจะเกิดปรากฏการณ์นี้ให้เห็นอีกครั้งในปี
พศ.2552 (คศ.2009)
|
|
|
|
ดาวยูเรนัส(Uranus) ดาวเคราะห์อันดับ
7 ของระบบสุริยะ ซึ่งมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา 84 ปี
นั่นหมายความว่าดาวยูเรนัสมีการเปลี่ยนตำแหน่งจักราศี 1
ราศีกินเวลาประมาณ 7 ปีโดยเฉลี่ย
ดาวยูเรนัสมีความสว่างปรากฏ 5.85
ซึ่งเป็นความสว่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้าที่มืดสนิท
แต่จะกลมกลืนไปกับดาวอื่นบนท้องฟ้าทำให้มองเห็นได้ลำบากถ้าไม่รู้ตำแหน่งที่แท้จริง
ซึ่งกล้องสองตาหรือกล้องดูดาวขนาดเล็กก็สามารถมองเห็นได้
|
|
ดาวเนปจูน(Neptune)
ดาวเนปจูนมีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 165 ปี
จึงมีการเปลี่ยนตำแหน่งจักราศีช้ามากคือราว 14 ปีต่อ 1จักราศี
ดาวเนปจูน
มีความสว่างปรากฏ 7.8
มองเห็นได้ลำบากต้องใช้กล้องดูดาวที่มีขนาดตั้งแต่ 6
นิ้วขึ้นไปและต้องรู้ตำแหน่งที่แน่นอนด้วย
|
|
การเลือกกำลังขยายของอุปกรณ์ดูดาวที่เหมาะสม
จะช่วยทำให้เรามองเห็นภาพวัตถุท้องฟ้าได้ขนาดที่เหมาะสมตามไปด้วย
การใช้กำลังขยายต่ำไปอาจทำให้มองเห็นรายละเอียดได้ไม่ชัดนัก เช่น
วัตถุท้องฟ้าห่างกัน 1 ใน 10 องศาหรือ 6
arcmin
แต่ใช้กล้องสองตากำลังขยาย 7 เท่าซึ่งให้ฟิลด์ภาพกว้าง 7 องศา
เราจะเห็นภาพวัตถุดังกล่าวอยู่ชิดกันมากจนแยกไม่ออกว่ามีวัตถุสองชิ้นอยู่ใกล้กัน
ในทางตรงกันข้ามหากใช้กำลังขยายมากไปอาจจะทำให้ภาพที่เราต้องการเห็นล้นฟิลด์ภาพมองไม่เห็นทั้งหมด
เช่น หากวัตถุอยู่ห่างกันราว 2 องศา แต่ใช้กำลังขยาย 50
เท่าฟิลด์ของภาพจะกว้างเพียง 1 องศาทำให้วัตถุท้องฟ้าล้นฟิลด์ออกไป
|
ตารางเทียบกำลังขยาย และ
ขนาดของฟิลด์ภาพ
กล้องสองตา 7 x
7 องศา
กล้องสองตา 10 x
5 องศา
กล้องสองตา 12 x
3 องศา
กล้องดูดาว 25 x
2 องศา
30 x
1.5 องศา
50 x
1 องศา
70 x
40 arcmin
100 x
30 arcmin
150 x
19 arcmin
200 x
15 arcmin
250 x
12 arcmin
300 x
10 arcmin
ไม่ควรใช้กล้องดูดาวกำลังขยายเกิน 300 เท่า
การดูดาวเคราะห์มักใช้กำลังขยายตั้งแต่ 30 เท่าขึ้นไป
|
|