thestar

ระยะห่างของดาวฤกษ์ (Distance Of the Stars)

   

 

           ดาวฤกษ์ที่เราเห็นบนท้องฟ้าแต่ละดวงล้วนอยู่ห่างจากเรามาก (ถ้าไม่นับดวงอาทิตย์) ระยะทางต้องบอกกัน เป็นค่าปีแสง ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้มาที่สุดคือ Proxima Centauri ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus) ห่างออกไป  4.3 ปีแสง ซึ่งด้วยความเร็วของยานอวกาศที่มนุษย์ทำได้ในปัจจุบัน 10 ไมล์ต่อวินาที ก็ใช้เวลาเดินทางไปกลับกินเวลา 600,000 ปีแล้ว
          ดาวฤกษ์ที่เราเห็นอยู่ในกลุ่มดาวต่างๆนั้น จากตำแหน่งบนโลก ดูเหมือนว่าดาวแต่ละดวงอยู่ในระนาบเดียวกัน เพราะต่างก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกันไม่เปลื่ยนแปลง แต่แท้ที่จริงแล้ว ดาวแต่ละดวงในกลุ่มดาวเดียวกันอาจไม่อยู่ในระนาบ เดียวกันก็ได้ บางดวงก็อยู่ใกล้ บางดวงก็อยู่ไกลกว่าหลายสิบเท่า ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มดาวนายพราน  
                                Orion

       เราเห็นดาวทั้ง 7 ดวงเหมือนกับอยู่ห่างจากเราเท่ากัน แต่เป็นระนาบที่หลอกตาเรา
       ดาวที่ใกล้เราที่สุดคือ Betelgeux อยู่ใกล้ที่สุด 310 ปีแสง
       ถัดไปคือ ดาว Bellatrix 360 ปีแสง
       ไกลสุดคือ Mintaka  2,350 ปีแสง
       Great Nebulae M42 อยู่ไกล 1,500 ปีแสง


          การวัดระยะห่างของดาวฤกษ์
          ในอดีตนั้นเราคิดกันว่าดาวฤกษ์นั้นคงจะอยู่ไกลแสนไกลจนไม่สามารถวัดได้ จนกระทั่งปี ค.ศ.1838 F.W.Bessel ได้คิดวิธีวัดระยะทางของดวงดาวขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยวิธีพารัลแลกซ์ Parallax กับดาวฤกษ์ชื่อว่า 61cygni ในขณะเดียวกัน T.henderson ก็ใช้วิธีเดียวกันวัดระยะดาว Alpha centauri และ F.struve วัดระยะทางของดาวเวก้า
          วิธีพารัลแลกซ์ (Parallax) ใช้หลักของการเปลี่ยนตำแหน่งของผู้สังเกตุ ยกตัวอย่าง เราลองยกนิ้วหัวแม่มือ ชู้ขึ้นไปข้างหน้า แล้วหลับตามองนิ้วหัวแม่มือนั้นที่ละข้าง เราจะเห็นว่าตำแหน่งของนิ้วหัวแม่มือเรา เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบกับฉากหลังที่อยู่ไกลกว่า มุมที่เกิดขึ้นจากการเปลื่ยนตำแหน่งนี้เราเรียกว่า มุมพารัลแลกซ์
 
                                                parallax
            ในการวัดระยะห่างของดาวดาวก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้การเปลื่ยนตำแหน่งของผู้สังเกตุที่อยู่บนโลก โดยที่ ณ.ตำแหน่ง A เราสังเกตุดาวที่เราต้องการวัดระยะห่างดวงหนึ่งโดยพิจารณาตำแหน่งเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า    ณ ตำแหน่ง a  หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มาอยู่อีกคนละฝาก ที่ตำแหน่ง B สังเกตการ เปลื่ยนแปลงตำแหน่งดาวดวงเก่าเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ ตำแหน่ง b   จะเห็นว่าดาวเปลี่ยนตำแหน่งเมื่อ เทียบกับฉากหลัง หาค่าออกมาเป็นมุมกี่องศา (a)   เราทราบดีว่าโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 93 ล้านไมล์ (X)   และเรารู้ค่าของมุม a ที่เราได้จากการวัด และระยะทางที่เราต้องการหาคือค่า Y (ระยะจากดวงอาทิตย์ถึงดาวฤกษ์)

     เขียนเป็นสูตรได้ว่า sine (a/2) = X/Y หรือ Y = X/ sine (a/2)
     ถ้ามุมที่เราวัดได้ สมมุติว่าเท่ากับ 2 ฟิลิบดา ( 2 arc second) หรือ 2/3600 องศา (โดยทั่วไปค่ามุมจะแคบมาก)
        แทนค่าสูตรจะได้    Y =  93 x
106 / sine(1/3600)
                                          = 93 x
106 / 4.85 x 10-6
                                         =   19.18 x 1012
             ทำให้เป็นปีแสง      =  19.18 x 1012 / 6 x 1012                        
      ค่า Y ที่คำนวนได้จะเท่ากับ 3.20  ปีแสง

 
*** หมายเหตุ   arc minute = 1/60   องศา  ดวงจันทร์มีขนาด 30 arc minute หรือ 1/2 องศา
                 และ   arc second = 1/3600 องศา ใช้วัดขนาดของกระจุกดาวและกาแลกซี
                         1 ปีแสงมีค่าเท่ากับ 6 ล้านล้านไมล์ หรือ
6 x1012 ไมล์ และ 1 พาร์เสก เท่ากับ 3.2616 ปีแสง

         จะเห็นว่ายิ่งไกลเท่าไหร่มุมที่วัดได้ก็ยิ่งแคบมากเท่านั้น ความผิดผลาดก็ย่อมมากตามไปด้วย วิธีนี้ใช้ได้กับ ดาวฤกษ์ที่อยุ่ห่างออกไป ไม่เกิน 300 ปีแสงเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 ดวง

         
ตาราง 20 อันดับ ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลก


        การเคลื่อนที่ของดวงดาว (Movement of the Stars)
     เมื่อเราดูดาวบนท้องฟ้าจะเห็นว่าดาวแต่ละดวงจับกันเป็นกลุ่มอยู่กับที่ไม่เปลื่ยนแปลง แต่แท้ที่จริงแล้ว ดวงดาวมีการเปลื่ยนแปลง ตลอดเวลา เช่นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 12 ไมล์ต่อวินาทีไปหากลุ่มดาว Hercules หรือ ดาวเวก้าในกลุ่มดาวพิณ ตามการหมุนรอบตัวเองของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ดาวดวงอื่นก็เช่นกัน มีการเคลื่อนที่ ด้วยความเร็วไม่เท่ากันและทิศทางที่ต่างกันด้วย ดังนั้นรูปร่างของกลุ่มดาวในปัจจุบันก็อาจจะ ไม่เหมือนกับในอดีต แต่การเปลื่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เช่น ดาวในกลุ่มดาวหมีใหญ่ Ursa Major
P2.jpg (5874 bytes)   P1.jpg (5896 bytes)  P3.jpg (5882 bytes)
   เมื่อ 100,000 ปี ในอดีต                                 ปัจจุบัน                              อีก 100,000 ปีข้างหน้า
     แต่การเคลื่อนที่นี้ในช่วงชีวิตของคนเราจะไม่สามารถเห็นการเปลื่ยนแปลงได้


  Red shift    เราทราบได้อย่างไรว่าวัตถุนั้นหรือดาวนั้นกำลังเคลื่อนที่ และเคลื่อนที่แบบไหนเข้าหาเรา หรือ ออกจากเราไป นักดาราศาสตร์ได้พบว่า วัตถุที่มีแสงในตัวเองอย่างดาวฤกษ์หรือกาแลกซี่ เมื่อวัดแถบสเปกตรัมดูดกลืนในแต่ละวันพบว่า ุแถบสเปกตรัมดูดกลืนมีการเลื่อนตำแหน่ง จึงพอสรุปได้ว่า
1.   เมื่อวัตถุนั้นเคลื่อนที่ออกจากเราแถบสเปกตรัมดูดกลืนจะเคลื่อนที่ไปทางแสงสีแดง ที่เราเรียกว่า Red shift  ยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าไปทางสีแดงมากเท่านั้น
2. และเมื่อวัตถุเคลื่อนที่เข้าหาเรา ุแถบสเปกตรัมดูดกลืน จะเคลื่อนที่ไปทางแสงสีน้ำเงิน ที่เราเรียกว่า Blue shift
   เราสามารถคำนวนหาความเร็วของการเคลื่อนที่นี้ได้ ด้วยปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์คอปเปลอร์ (Doppler effect)