กระทู้หมายเลข:04080 


หัวข้อกระทู้:   วิธีต่อกล้องถ่ายรูปกับกล้องดูดาว  
หมวด: ดาราศาสตร์

 
จำนวนผู้ชอบ: 642         จำนวนผู้อ่าน: 6623  

ผู้ตั้งกระทู้:skywatcher
วันที่:14 ตค. 2555
เวลา:11:46
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 

Score:12625



ข้อความ:
ระยะหลังๆเห็นว่ามีคำถามเกี่ยวกับการต่อกล้องดูดาว กับ กล้องถ่ายรูปเยอะ เลยไปเอาภาพจากสไลท์ส่วนหนึ่งที่ใช้สอนนักเรียนดาราศาสตร์โอลิมปิค เอามาบอกกล่าวกันในนี้อีกรอบ

ซึ่งการต่อกล้องดูดาวกับกล้องถ่ายรูป มีหลักๆอยู่ด้วยกัน 5 วิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน



 
 

              มีผู้ตอบกระทู้แล้วทั้งสิ้น: 17  คำตอบ

     

ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 12:00
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8921

 
  คำตอบที่:1
วิธีแรก เรียกว่า Afocal เป็นวิธีที่ตนส่วนใหญ่ที่ไม่มีอุปกรณ์มากมายนักใช้กัน หรือ บางที่ก็เรียกว่า แบบลูกทุ่ง เป็นการเอากล้องถ่ายรูป จ่อรับภาพจากเลนซ์ตาโดยตรง บางคนอาจจะใช้กล้องถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือเลยด้วยซ้ำ กล้องที่ใช้ถ่ายรูปอาจจะเป็น กล้องคอมแพค กล้อง DSLR ที่ไม่ได้ถอดเลนซ์ หรือ กล้องจากโทรศัพท์มือถือ ภาพที่ได้จะเป็นภาพแบบเดียวกับที่ออกมาจากเลนซ์ตา เช่น ภาพที่ผ่านเลนซ์ตาโดยไม่มี ไดอะกอนัล ภาพจะกลับหัวและกลับซ้ายขวา แต่ถ้าผ่านไดอะกอนัลจะให้ภาพตามที่ออกมาจากไดอะกอนัล ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไดอะกอนัลที่ใช้ เช่น ภาพหัวตั้งแต่ยังกลับซ้ายขวา หรือ ได้ภาพหัวตั้งซ้ายขวาถูกต้องเหมือนภาพวัตถุก็ได้ เช่นเราไปใช้กับพวกกล้องดูนก หรือ กล้องสองตา ที่ให้ภาพเหมือนวัตถุอยู่แล้ว

ข้อดีคือ ใช้ได้กับกล้องดูดาวทุกแบบ และ กล้องถ่ายรูปทุกประเภท

ข้อเสียคือ 1) ค่าอัตราส่วน F ratio จะสุงมาก ตามที่ให้สูตรคำนวณไว้แล้ว ดังนั้นเราจะใช้ถ่ายกับวัตถุที่มีความสว่างมากๆเท่านั้น เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ผ่านฟิลเตอร์ หรือ ดาวเคราะห์ ดังนั้นวิธีนี้จะใช้ถ่ายพวก deepsky ไม่ได้เพราะความสว่างน้อยมาก ถ่ายไม่ติด
2) เราจะเห็นส่วนเกินของภาพบริเวณขอบๆ ถ้าเราถ่ายอยู่ห่างจากเลนซ์ตามากเกินไป
3) ถือกล้องถ่ายรูปให้อยู่ระนาบเดียวกับภาพจากเลนซ์ตาได้ไม่นิ่ง ภาพจะไหวไปไหวมา ทางแก้คือ ต้องใช้ตัวช่วย ที่เรียกว่า SteadyPix ซึ่งจะยึดเลนซ์ตาก้บกล้องถ่ายรูปให้อยู่ในระนาบเดียวกันตลอดเวลา ดังรูปที่แนบให้ดู


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 12:22
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8924

 
  คำตอบที่:2
วิธีที่สอง เรียกว่า Positive Projection หรือ Eyepiece Projection เป็นการเอาภาพที่ได้จากกล้องดุดาวพร้อมเลนซ์ตาหรือภาพที่มีกำลังขยายแล้ว ผ่านกล้องถ่ายรูปที่ไม่มีเลนซ์ติดอยู่ วิธีนี้จะใช้ได้กับกล้องถ่ายรูปที่ถอดเลนซ์ได้เท่านั้น เช่น พวก DSLR ภาพที่ได้จะขึ้นอยู่กับภาพที่ออกมาจากเลนซ์ตา ถ้าผ่านเลนซ์ตาโดยตรงไม่ผ่านไดอะกอนัลดังรูป ภาพที่ได้จะเป็นภาพหัวตั้งซ้ายขวาถูกต้องเหมือนวัตถุ แต่ถ้าผ่านไดอะกอนัล ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

การถ่ายรูปวิธีนี้ จะต้องมีอุปกรณ์เสริมช่วยอีก 3 อย่างคือ
1) T-Adapter จะมี 2 ขนาดคือ 1.25" และ 2" ขึ้นอยู่กับขนาดของกระบอกโฟกัสเซอร์กล้องดูดาวแต่ละตัว
2) T-Ring จะเป็นตัวต่อเข้ากับกล้องถ่ายรูป ซึ่งก็ขึ้นอยู่ยี่ห้อกล้องถ่ายรูปอีกใช้แทนกันไม่ได้ แต่เท่าที่รู้มา Sony Alpha กับ Pentax ใช้แทนกันได้ แต่ไม่แน่ใจ ปกติที่นิยมกันก็ Nikon Canon
3) Tele-Extender จะเป็นทรงกระบอกภายในจะใส่เลนซ์ตาไว้ จึงมีข้อจำกัดว่าขนาดเลนซ์ตาต้องไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไปจนใส่ในกระบอกไม่ได้ ซึ่ง Tele-Extender มีสองแบบคือ แบบ Fix และ แบบ Variable ซึ่งจะปรับระยะโปรเจ็คชั่นได้ ทำให้ภาพมีขนาดใหญ่ขึ้นได้อีกเล็กน้อย

การใช้งานเราจะต่อ T-adapter เข้าที่ด้านหนึ่งของ Tele-Extender ใส่เข้าไปในกระบอกโฟกัสเซอร์ และ อีกด้านหนึ่งจะต่อกับ T-Ring ต่อเข้ากับกล้องถ่ายรูป
การใช้งานกับวิธีนี้ ใช้ได้กับกล้องดูดาวทุกแบบ หักเหแสง สะท้อนแสง และ แบบผสม แต่ปกติวิธีนี้จะใช้กับกล้องแบบนิวโทเนียนที่ไม่ได้ออกแบบมาใช้กับงานถ่ายรูป เพราะ ระยะ In-Focus จะไม่พอคือ ปรับโฟกัสเข้าสุดแล้วก็ยังโฟกัสไม่ได้

ข้อเสีย วิธีนี้ให้ค่า F Ratio สูงพอพอกับวิธี Afocal ตามสูตรที่ให้ไว้ ดังนั้น เราจะใช้ถ่ายกับวัตถุสว่างๆ เท่านั้น ใช้ถ่ายพวก Deepsky ไม่ได้


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 12:39
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8926

 
  คำตอบที่:3
วิธีที่สาม เรียกว่า Prime Focal เป็นการต่อกล้องดูดาวตรงกับกล้องถ่ายรูปเลย เสมือนกับว่า ใช้เลนซ์ของกล้องดูดาวเป็นเลนซ์ของกล้องถ่ายรูป ดังนั้น กล้องถ่ายรูปที่ใช้จึงเป็นกล้องที่ไม่มีเลนซ์ เช่น DSLR ที่ถอดเลนซ์ออก หรือ Webcam ที่โมดิฟายถอดเลนซ์ออกแล้ว หรือ พวก Astro CCD ทั้งหลายที่มีขายกัน

ภาพที่ได้ จะขึ้นอยู่กับชนิดของกล้องดูดาวที่ใช้ กล้องหักเหแสง กับ กล้องแบบผสม ที่ไม่มีไดอะกอนัล จะได้ภาพเหมือนวัตถุคือ หัวตั้งซ้ายขวาถูกต้อง แต่ถ้าเป็นพวกสะท้อนแสงแบบนิวโทเนียน ภาพจะกลับซ้ายขวา เพราะปกติภาพที่ได้จากนิวโทเนียน จะเป็นภาพไม่กลับซ้ายขวา แต่ภาพจะหมุนเอาหัวลงราว 120 องศา ขึ้นอยู่กับแนวการมอง

อุปกรณ์ที่ใช้ จะต้องมี T-Adapter เป็นหลักใส่เข้าไปในกระบอกโฟกัสเซอร์ ขึ้นอยู่ว่าเป็น ขนาด 1.25" หรือ 2" พวก Webcam หรือ Astro CCD จะต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้เสมอ
แต่ถ้าเป็น DSLR ต้องมี T-Ring เพิ่มอีก 1 ชิ้น

ข้อดีของวิธีีนี้ จะให้ค่า F ratio เดียวกันกล้องดูดาว ถ้าเราเลือกกล้องที่มีค่า F ratio ต่ำๆ ไม่เกิน 7 ก็ใช้ถ่ายพวก Deepsky ได้ แต่ถ้าเป็นพวกแบบผสม มักจะมีค่า F ratio สูงมาก มักจะ 10 ขึ้นไป แต่ก็ยังพอใช้ถ่าย deepsky ได้อยู่แต่จะต้องใช้เวลาในการถ่ายนานกว่าพวกที่มีค่า F ต่ำๆ ผลที่ตามมาคือ การ Track ตามดาวถ้าไม่แม่นพอ ก็จะทำให้ดาวไหลเป็นขีดให้เราเห็นได้


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 12:54
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8928

 
  คำตอบที่:4
วิธีที่สาม เรียกว่า Negative Projection วิธีนี้คล้ายกับแบบ Prime Focal หลักการเหมือนกัน ภาพที่ได้แบบเดียวกัน อุปกรณ์ที่ใช้แบบเดียวกัน ต่างกันตรงที่ มี Barlow เสริมเข้ามา

วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มทางยาวโฟกัสของกล้องดูดาว เพราะ Barlow ใช้พวกเลนซ์เว้า เพื่อทำหน้าที่ถ่างแสงให้ยึดออก ทางยาวโฟกัสที่เพิ่มขึ้นอยู่กับขนาดของ Barlow ที่บอกเป็นค่าตัวคูณ X2 X2.5 X3 X5 เป็นต้น ซึ่งค่า F ratio ก็จะเพิ่มขึ้นตามตัวคูณนี้ด้วย วัตถุประสงค์หลักๆของวิธีนี้คือ ต้องการให้ภาพนี้ขนาดใหญ่ขึ้น แต่โดยทางอ้อมแล้วการใช้ Barlow จะช่วยให้กล้องดูดาวที่เมื่อต้องการ In-Focus หรือ ปรับโฟกัสเข้าแล้วยังโฟกัสไม่ได้ เช่นพวกกล้องนิวโทเนียน เมื่อต่อกล้องถ่ายรูปแล้ว In-Focus ไมไ่ด้อีก ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้อีก แต่ไม่ทุกกรณี ขึ้นอยู่กับขนิดของกล้องถ่ายรูปอีก ว่าเป็น DSLR หรือ Webcam หรือ Astro CCD เพราะมีความลึกเข้าในตัวกล้องถึงระนาบ sensor ไม่เท่ากัน

การต่อ Barlow นั้นให้ต่อตรงเข้ากับกล้องดูดาวเลย แล้วต่ออุปกรณ์ถ่ายรูปตามมา แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องต่อไดอะกอนัลด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ให้ต่อ ไดอะกอนัลเข้ากับกล้องดูดาวก่อนแล้วค่อยต่อ Barlow ตาม ไม่เช่นนั้นจะโฟกัสไม่ได้


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 13:09
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8930

 
  คำตอบที่:5
วิธีที่ 5 สุดท้าย เรียกว่า Telecompression วิธีนี้ตรงข้ามกับแบบ Negative Projection คือ เป็นการลดทางยาวโฟกัสให้สั้นลง เพื่อลดค่า F ratio นั่นเอง ปกติวิธีนี้จะใช้กับกล้องแบบผสมเท่านั้น เพราะมีค่า F ratio สูงมาก แต่กับกล้อง หักเหแสง และ สะท้อนแสง ก็ยังมีใช้เหมือนกัน แต่จะลดทางยาวโฟกัสไม่มากนัก เพราะถ้าลดมากเกินไปจะทำให้ระยะ In-Focus ไม่ได้

อุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมา เรียกว่า Reducer เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เลนซ์นูน โดยวางตำแหน่งก่อนถึงจุดโฟกัสของกล้องเพื่อให้แสงตีบเข้า ทางยาวโฟกัสก็จะลดลง โดยจะบอกค่าเป็นตัวคูณเช่นกัน แต่มีค่าน้อยกว่า 1 เช่น X0.8 X0.5 X0.3 ค่า F ratio ก็จะลดตามตัวคูณนี้ด้วย

พวกกล้องแบบผสม ปกติท้ายกล้องจะไม่เหมือนกับพวก หักเหแสง หรือ สะท้อนแสง มักจะเป็นเกลียว ดังนั้น Adapter จึงต้องพิเศษหรือแตกต่างหน่อย
ส่วนพวก หักเหแสง และ สะท้อนแสง พวก Reducer ที่ใช้มักจะเป็น Flatener ด้วยในตัว เพราะยิ่งเราลดทางยาวโฟกัส หรือ ค่า F ratio มากขึ้นเท่าไหร่ จะเกิด Coma มากขึ้นด้วย เพราะกล้องที่มีทางยาวโฟกัสสั้นๆ จุดโฟกัสจะไม่ตกตามแนวระนาบของ CCD แต่จะโค้งเป็นแนวรัศมี ทำให้เวลาที่เราปรับโฟกัสตรงกลางภาพชัดแล้ว ขอบภาพจะเป็นเส้นที่เรียกว่า Coma หรือ เหมือนหัวดาวหาง


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 14 ตค. 2555
เวลา: 13:12
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8932

 
  คำตอบที่:6
ครั้งต่อไป จะบอกถึงวิธีคำนวณขนาดของภาพบนแผ่นฟิลม์หรือ CCD เพราะหลายคนคงอยากรู้ว่า การต่อกล้องถ่ายรูปแบบนี้จะให้กำลังขยายภาพเท่าไหร่ เพราะไม่ได้คิดแบบกำลังขยายทั่วไป แต่คิดเป็นค่าอัตราส่วนของฟิลด์ภาพ หรือ FOV (Field of View)





ผู้ตอบ: ปลานิล
วันที่: 17 ตค. 2555
เวลา: 00:13
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 7433

 
  คำตอบที่:7
เจ๋งครับ มีรูปประกอบชัดเจนมากๆ ^^





ผู้ตอบ: Nookky
วันที่: 17 ตค. 2555
เวลา: 09:34
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 77

 
  คำตอบที่:8
ขอบคุณมากมายเลยครับ อธิบายพร้อมภาพประกอบทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น ขอบคุณครับ จะถ่ายรูปแต่กล้องยังไม่เสร็จเลยครับ ว่าแต่ ผมจะขออนุญาต คัดลอกเนื้อหาในนี้ทำเป็นเอกสารเก็บไว้อ่านได้หรือเปล่าครับ





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 18 ตค. 2555
เวลา: 08:39
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8957

 
  คำตอบที่:9
ตามสบายครับ คุณ Nookky ทำมาให้อ่านกันอยู่แล้ว จะเอาไปเผยแพร่ที่ไหนต่อก็ได้ แต่ให้เครดิตคนทำหน่อยเท่านั้น ความจริงเนื้อหายังไม่จบนะครับ ยังมีอีกนิดหน่อยเรื่อง ภาพปรากฏจากกล้อง บางคนยังไม่เข้าใจ





ผู้ตอบ: Nookky
วันที่: 18 ตค. 2555
เวลา: 10:43
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 81

 
  คำตอบที่:10
ครับ กำลังติดตามตอนต่อไปอยู่ครับ เอกสารที่ทำทุกหน้าจะใส่ชื่อ ผู้เขียนข้อความ ตามด้วยเว็บไซต์ ครับ ใจจริงอยกจะเผยแพร่ให้กับเด็กนักเรียนได้ไปอ่านกัน ปูพื้นทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นมากแล้ว แต่ลาออกจากการเป็นครูก่อน เพราะสอบบรรจุข้าราชการได้ครับกำลังหาช่องทางอื่นที่จะให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาเรื่องอย่างนี้บ้างครับ ของคุณครับที่ให้คัดลอกข้อความครับ





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 20 ตค. 2555
เวลา: 13:28
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8980

 
  คำตอบที่:11
มาอธิบายต่อครับ

บางคนอาจจะคิดว่า วัตถุท้องฟ้า มันกลมๆเหมือนกันหมด ไม่มีหัวไม่มีท้าย ไม่มีซ้ายไม่มีขวา แต่ความจริงแล้วทุกอย่างมีหัวมีท้าย มีซ้ายมีขวา ทั้งสิ้น บางคนอาจจะไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่ แต่บางคนก็ซีเรียสมาก เราจะเห็นว่า บางภาพอาจจะกลับหัว หรือ กลับซ้ายขวา แต่บางคนก็ไม่รู้ ตัวอย่างเช่น

ดวงจันทร์ เราจะมองให้เป็นรูปกระต่าย หันหน้าไปทิศเหนือ หุจะชี้ไปทิศตะวันตก เสมอ
ดาวพฤหัส จุดแดงจะอยู่ขั้วใต้เสมอ
รวมทั้ง ภาพ deepsky อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น วิธีการต่อกล้องถ่ายรูปกับกล้องดูดาว จะมีผลกับภาพที่ปรากฏด้วยเช่น แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ กล้องถ่ายรูปมีเลนซ์ หรือ ไม่มีเลนซ์ติดมาด้วย ผลก็จะไม่เหมือนกัน

กล้องถ่ายรูปพร้อมเลนซ์ เช่น พวกกล้องคอมแพค กล้อง DSLR กล้องจากมือถือ หรือ กล้อง HandyCam ภาพที่ได้กับวัตถุจะมีลักษณะเหมือนกัน ตามที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว

กล้องถ่ายรูปที่ไม่มีเลนซ์ เช่น DSLR ที่ถอดเลนซ์ออก หรือ พวก Astro CCD ภาพที่ได้จะหมุน 180 องศา กับทิศปกติของวัตถุที่เล็งอยู่ ดังรูป ซึ่งถ้าเราต้องการให้ภาพได้ออกมาหัวตั้งปกติ ภาพวัตถุนี้จะต้องกลับหัวหมุน 180 องศาก่อน


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 20 ตค. 2555
เวลา: 13:58
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8982

 
  คำตอบที่:12
สำหรับกล้องประเภท หักเหแสง หรือ สะท้อนแสง และแบบผสม ที่ดูภาพจากถ่ายกล้อง และสามารถติด Diagonal เพื่อเปลี่ยนทิศทางของภาพได้

ภาพแรก กล้องที่ไม่ได้ติดไดอะกอนัล จะมีเลนซ์หรือไม่มีเลนซ์ตา ก็ตาม ภาพจะหมุน 180 องศาจากแนววัตถุเดิม เมื่อเราเอากล้องมาต่อ ภาพนี้ก็จะกลายวัตถุของกล้องตามภาพใน คต 11

ภาพที่สอง กล้องติดไดอะกอนัล แบบ 90 องศา บางครั้งเราเรียกว่า Star Diagonal สำหรับคนที่ทำกล้องใช้เองสามารถทำ ไดอะกอนัลแบบนี้เองได้ จากกระจกฉาบหน้า หรือ ปริซึม วางทำมุม 45 องศากับแนวเล็งวัตถุ ผลที่ได้จะทำให้ภาพหัวตั้งขึ้น และ ยังกลับซ้ายขวาอยู่ แต่ไดอะกอนัลยังสามารถปิดหมุนไปทางซ้ายหรือขวาได้อีก ภาพก็จะหมุนตามแนวที่ไดอะกอนัลบิดไปด้วย คือ ถ้าเราบิดไปทางซ้าย ภาพหมุนทวนเข็มนาฬิกา และถ้า บิดไปทางขวา ภาพจะหมุนตามเข็มนาฬิกาดังรูป


ภาพที่สาม กล้องที่ติดไดอะกอนัลแบบแก้ไขภาพ (Correct Image) ไดอะกอนัลแบบนี้จะทำจากปริซึมเท่านั้น ใช้กระจกไม่ได้ ภาพที่ได้จะเป็นภาพปกติ เหมือนวัตถุ และถ้าเราหมุนไดอะกอนัล ภาพจะหมุน เช่น เดียวกับ Star Diagonal แต่การหมุนของภาพจะตรงข้ามกัน

ดังนั้นกล้องที่ติดไดอะกอนัล ต้องพิจารณาแนวของ ไดอะกอนัลด้วย


รูปภาพ:





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 20 ตค. 2555
เวลา: 14:23
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8984

 
  คำตอบที่:13
สำหรับกล้องแบบนิวโทเนียน เป็นกล้องแบบสะท้อนแสงที่ แตกต่างจากกล้องแบบอื่นๆ คือ เราจะต้องมองภาพจากหัวกล้อง เมือภาพสะท้อนจากกระจกเว้าที่ท้ายกล้องกลับมาที่กระจกรอง เข้าโฟกัสเซอร์ ดังรูป ดังนั้น แนวของโฟกัสเซอร์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของภาพ คือ

ถ้าแนวโฟกัสเซอร์ ทำมุม 90 องศา กับแนวตั้งของวัตถุ ภาพที่ได้จะหมุน 180 องศา ตามภาพ C
แต่ถ้าโฟกัสเซอร์ ทำมุมแนวเดียวกับวัตถุ ภาพจะหมุนไปทางขวา 90 องศา ดังรูป A

ซึ่งปกติแล้วเราจะติดกล้องให้แนวโฟกัสเซอร์ เองทำมุมค่าหนึ่งกับแนววัตถุ ด้วยเหตุผลคือ ความสะดวกในการดู เช่น กล้องแบบ Dobsonian ที่จะติด SideBearring ไว้ด้านข้างของกล้อง ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกับ โฟกัสเซอร์ด้วย และไม่สามารถหมุนปรับได้อีก ซึ่งต่างจากกล้องแบบอิเควทอเรียลจะมี Tube Ring ยึดกล้องอีกทีหนึ่ง เราจึงสามารถหมุน Tube ของกล้องได้ตามต้องการ จะให้อยู่ในแนวไหน

ดังนั้น กล้องแบบนิวโทเนียน จึงเป็นกล้องที่ดูภาพแล้วจะหมุนจากแนวปกติเสมอ ทำให้เราเอามาใช้ดูวิว ทิวทัศน์ไม่ได้ และไม่สามารถติดไดอะกอนัลช่วยแก้ไขได้ เหมือนกล้องแบบหักเหแสงหรือผสม เพราะจะมีระยะปรับโฟกัสจำกัด

สรุปว่า ในการต่อกล้องถ่ายรูปกับกล้องดูดาวแบบไหนก็ตาม เราจะต้องหมุนกล้องถ่ายรูปเพื่อให้ได้ภาพออกมาไม่บิด หรือ หมุน ไปจากภาพวัตถุ เพราะถ้าหมุน เราจะต้องใช้โปรแกรมพวก Photoshop ช่วยหมุนภาพ หรือ กลับภาพ ให้ถูกต้อง

ส่วนการดูด้วยตา เราคงแก้ไขอะไรได้ไม่มาก นอกจากจะบิดหรือหันทิศทางการมองกล้องด้วยตัวเราเอง



รูปภาพ:





ผู้ตอบ: Nookky
วันที่: 20 ตค. 2555
เวลา: 14:24
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 101

 
  คำตอบที่:14
ติดตามต่อ มาติด ๆ ครับ ขอบคุณ คุณ วมต. ครับสำหรับข้อมูล ผมไม่เคยรู้เลยว่าภาพวัตถุจริง ๆ มันอยู่อย่างไรกันแน่





ผู้ตอบ: skywatcher
วันที่: 20 ตค. 2555
เวลา: 14:48
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 8989

 
  คำตอบที่:15
คือถ้าเรารู้ว่า หลักการหมุนของภาพ หมุนแบบไหน เมือต่ออุปกรณ์แบบไหน อย่างไร เมื่อเราเอากล้องถ่ายภาพมาต่อให้ได้แนวเดียวกับ image ที่ออกมา เราก็จะได้ภาพปกติทันที ไม่ต้องเอา Photoshop มาช่วยหมุนอีก

แต่การถ่ายรูปวัตถุท้องฟ้า มีปัญหาอื่นตามมาอีกครับ ไมไ่ด้จบแค่นี้ คือวัตถุมันเคลื่อนที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้าตามที่โลกเราหมุนรอบตัวเอง วัตถุเดียวกัน อยู่ทางทิศตะวันออก กับ ทิศตะวันตก มันก็หมุน ได้ภาพไม่เหมือนกันแล้ว ดังนั้นคนที่ถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้านานๆในแต่ละคืน จะเจอปัญหาภาพมันหมุน ซึ่งต้องหาเทคนิคมากำหนดตำแหน่งการหมุนกล้องด้วย คนที่่ถ่ายรูปสั้นๆไม่เกิน 3 ชั่วโมง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้


เว็บไซด์ที่เกี่ยวข้อง:


ผู้ตอบ: NormalSpace
วันที่: 26 ตค. 2555
เวลา: 11:56
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 73

 
  คำตอบที่:16
ผมใช้วิธีที่ 4 ครับ กำลังหัดถ่ายอยู่ อยากมีสองดาวจะได้โพสรูปได้มั่งครับ





ผู้ตอบ: ตาเอก
วันที่: 2 พย. 2555
เวลา: 01:50
ผ่านมาแล้ว:
2 ปี 10 เดือน
 
 

Score: 1510

 
  คำตอบที่:17
ถึงจั้น Save เก็บเอาไว้ เลยทีเดียวครับ...ขอบคุณความรู้จาก คุณป้อมมากครับ.....





 
  


<<<-- หมายเหตุ: กระทู้นี้เป็นกระทู้เก่านานเกิน 6 เดือน สามารถใช้อ่านได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น -- >>>